เมื่อ Ed Sheeran เป็นผู้ที่ถูกเลือกให้อยู่ท่ามกลางดราม่า "ปาเลสไตน์" จนทำให้ทัวร์ Loop ของเขา ไม่เหลือศิลปินเล่นเปิดเลยสักคน

เมื่อ Ed Sheeran เป็นผู้ที่ถูกเลือกให้อยู่ท่ามกลางดราม่า

การเมืองไม่เข้าใครออกใครจริงๆ แม้แต่นักร้องอย่าง Ed Sheeran ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเรียบง่ายและเป็นมิตรกับทุกคน ก็ยังหนีไม่พ้นถูกดึงเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อย่างล่าสุดกับประเด็น "อิสราเอล-ปาเลสไตน์" ทั้งที่ตัวเขาเองไม่เคยพูดหรือแสดงจุดยืนใดๆ ด้วยตัวเองเลยสักครั้ง แต่กลับถูกสังคมตีความและผลักให้ไปอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ตามแต่ที่แต่ละคนอยากจะเชื่อ 

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา Ed Sheeran อยู่ท่ามกลางดราม่า ทั้งจากคนรอบข้างเวที และพาดหัวข่าวที่ผิดเพี้ยนไปจากความจริง 

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ กระแสดราม่าครั้งแรกไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ Sheeran พูดหรือทำเลยด้วยซ้ำ แต่เกิดจาก "พาดหัวข่าว" ที่ถูกแชร์ต่อกันในโซเชียลมีเดียจนบิดเบือนความหมายไปไกล 

เรื่องเริ่มจากบทความของ Jerusalem Post ที่รายงานว่าทหาร IDF ที่บาดเจ็บ 180 นาย พร้อมญาติผู้สูญเสียคนหนุ่มสาว ได้รับตั๋วเข้าชมคอนเสิร์ตของ Sheeran ที่เมือง Larnaca ประเทศไซปรัส ผ่านองค์กรการกุศลอิสราเอลชื่อ OneFamily ซึ่งคอนเสิร์ตครั้งนั้นเป็นงานสาธารณะขนาดใหญ่ ไม่ใช่การแสดงพิเศษเฉพาะกลุ่มแต่อย่างใด 

ฝั่ง Ed Sheeran ตอบโต้ผ่านอินสตาแกรมสตอรี โดยยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงตามที่ถูกนำเสนอ และอธิบายว่าเป็นเพียงองค์กรการกุศลที่จัดหาตั๋วให้ทหารมาชมคอนเสิร์ตสาธารณะทั่วไปเท่านั้น พร้อมทิ้งท้ายว่าการรายงานข่าวลักษณะนี้ "สร้างความแตกแยกและเป็นอันตราย" ขอให้สื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่ 

กรณีที่เกิดขึ้นนี้ เป็นตัวอย่าของศิลปินที่ถูกจัดวางให้อยู่ฝั่งหนึ่งของความขัดแย้ง เพียงเพราะพาดหัวข่าวที่ถูกตัดตอนออกจากบริบท ทั้งที่ตัวเขาเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจใดๆ เลย

ครั้งแรกเป็นเพียงเหยื่อของพาดหัวข่าว แต่ครั้งล่าสุด มันใกล้ตัวเขายิ่งกว่าเดิม และยังเป็นตัวเขาที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำหรือแสดงจุดยืนอะไรด้วยตัวเองอีกเช่นเดิม 

เหตุการณ์ครั้งนี้มันเกิดขึ้นบนเวทีของเขากับทัวร์ที่ชื่อ "Loop Tour" เมื่อแรปเปอร์ Macklemore ซึ่งรับหน้าที่เป็นศิลปินเปิด บนเวทีได้พูดประโยค Free Palestine พร้อมกับวิจารณ์อิสราเอลอย่างเปิดเผย ท่ามกลางผู้ชมที่ตกใจและช็อคกับการแสดงจุดยืนของเขา ในค่ำคืนที่พวกเขาจะต้องได้รับแต่ความบันเทิงเท่านั้น 

และนั่นก็เป็นสาเหตุให้มีผู้ไม่เห็นด้วยออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของเขา พร้อมถูกกระแสตีกลับ โดยเฉพาะ Israeli-American Council  ที่ออกมาเคลื่อนไหว เรียกร้องให้คอนเสิร์ต Ed Sheeran ถอดชื่อแรปเปอร์คนนี้ออกจากโชว์ที่เหลือทั้งหมดในทัวร์นี้ 

จนในที่สุดเจ้าของสถานที่จัดคอนเสิร์ตหลายแห่ง ได้ประกาศแจ้งว่า ไม่ให้ Macklemore ขึ้นโชว์เป็นอันขาด 

ด้าน Messina Touring Group ผู้จัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ในสหรัฐอเมริกา ได้แถลงการณ์พิเศษระบุว่า 

"ในฐานะผู้โปรโมตคอนเสิร์ตสำหรับทัวร์ Loop Tour ของ Ed Sheeran ในสหรัฐฯ เราได้รับแจ้งจากสถานที่จัดคอนเสิร์ตสำหรับกำหนดการทัวร์ในสหรัฐฯ ที่กำลังจะมีขึ้นว่า พวกเขาจะไม่อนุญาตให้จัดคอนเสิร์ตที่มี Macklemore อยู่ในไลน์อัป ซึ่งอาจส่งผลให้ต้องยกเลิกทัวร์ และกระทบต่อแฟนเพลงหลายแสนคน

หลังจากหารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว Macklemore จะไม่ขึ้นแสดงในฐานะศิลปินสนับสนุนในกำหนดการที่เหลือของทัวร์"

ทันใดนั้น ตัวของ Ed Sheeran ก็ได้ออกแถลงการณ์ผ่านอินสตาแกรมของตัวเองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การตัดสินใจของเขา แต่เป็นของโปรโมเตอร์ที่ถูกกดดันจากเจ้าของสถานที่จัดงาน พร้อมย้ำว่า เขาไม่มีวันทำให้แฟนๆ ที่วางแผนมาดูคอนเสิร์ตของเขาผิดหวัง

สิ่งที่ตามมา ไม่เพียง Macklemore ที่ถูกถอดชื่อออกจากโชว์ แต่ศิลปินคนอื่นก็สมัครใจถอนตัวออกจากทัวร์นี้เป็นระลอก ทั้ง Finneas, Aaron Rowe และ Lukas Graham หรือแม้แต่วงแบ็คอัพ และพวกเขาไม่ได้ออกไปเฉยๆ แต่ยังแสดงจุดยืนว่า พวกเขามองว่า ศิลปินต้องไม่ถูกทำให้เงียบ และไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมการปิดปาก Macklemore เช่นนี้

สิ่งที่น่าสนใจคือตลอดทั้งสองกรณี Ed Sheeran เองแทบไม่ได้แสดงจุดยืนทางการเมืองใดๆ ด้วยตัวเอง เขาเพียงแค่เป็นศิลปินหลักที่บังเอิญมีชื่อเวทีคอนเสิร์ตของตัวเองถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นจากพาดหัวข่าวที่บิดเบือน หรือจากการกระทำของศิลปินเปิดที่เขาเชิญมาร่วมทัวร์

นี่คือความท้าทายที่ศิลปินระดับโลกในยุคนี้ต้องเผชิญ อย่างปฏิเสธไม่ได้ แม้จะพยายามวางตัวเป็นกลางหรือหลีกเลี่ยงประเด็นการเมืองที่ละเอียดอ่อน แต่เวทีคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ พาดหัวข่าวที่ถูกตัดตอน หรือแม้แต่การตัดสินใจเลือกศิลปินเปิดการแสดง ก็สามารถทำให้พวกเขากลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งที่พวกเขาไม่ได้เลือกได้ตลอดเวลา 


PHOTO : ed sheeran / Instagram

SOURCE : 

 

TAGS: #EdSheeran #LoopTour