โดย...นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม
ภาพยนตร์บางเรื่องดูจบแล้วทำให้เราอยากรีบบอกต่อ อยากชวนคนรอบตัวไปดู อยากเห็นโรงหนังเต็ม และอยากให้หนังประสบความสำเร็จมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
แต่ภาพยนตร์บางเรื่องกลับทำให้เกิดความรู้สึกประหลาดกว่านั้น คือรู้ว่ามันดีมาก เห็นชัดว่ามันถูกสร้างขึ้นอย่างประณีต และยอมรับว่ามันสมควรได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง แต่ในเวลาเดียวกันกลับไม่แน่ใจว่าอยากชวนใครไปดูจริงหรือไม่
HUMAN RESOURCE ของเต๋อ–นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ เป็นภาพยนตร์ประเภทหลัง
หนังเรื่องนี้ได้รับเลือกเป็นภาพยนตร์ไทยเพียงเรื่องเดียวที่เข้าสู่สายประกวด Orizzonti Competition ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิซครั้งที่ 82 และคว้ารางวัล Fondazione Fai Prize ณ เทศกาลเดียวกัน ก่อนเดินทางต่อไปยังเทศกาลภาพยนตร์หลายแห่งทั่วโลก ได้รับรางวัล FIPRESCI จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ รางวัล Special Mention และ Marc Haaz Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เอเชียที่เมืองเวซูล ประเทศฝรั่งเศส และรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมสำหรับเอิงเอย–ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์ จาก Asian Film Festival ที่กรุงโรม นอกจากนี้ บทภาพยนตร์ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best Screenplay จาก Asia Pacific Screen Awards
ประวัติบนเวทีนานาชาติเหล่านี้อาจใช้เป็นหลักฐานเบื้องต้นว่าหนังมีคุณภาพ แต่ไม่ใช่เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ HUMAN RESOURCE เป็นหนังที่ควรพูดถึง เพราะคุณค่าที่แท้จริงของมันไม่ได้อยู่ที่จำนวนเทศกาลหรือจำนวนรางวัล แต่อยู่ที่ความสามารถในการมองเห็นความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ภายในชีวิตปกติของมนุษย์ร่วมสมัย และนำเสนอออกมาโดยไม่ต้องตะโกน
โลกที่ไม่มีอะไรผิดปกติ จนน่ากลัว
แกนกลางของเรื่องอยู่ที่ “เฟรน” พนักงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลในบริษัทแห่งหนึ่ง หน้าที่ของเธอคือการสัมภาษณ์คนหนุ่มสาวที่กำลังมองหางาน พิจารณาว่าใครเหมาะสมเพียงพอที่จะกลายเป็นพนักงานใหม่ขององค์กร และรับฟังเหตุผลมากมายที่ทำให้คนคนหนึ่งจำเป็นต้องยอมรับเงื่อนไขบางอย่างเพื่อแลกกับการมีรายได้ประจำ
ในเวลาเดียวกัน เฟรนกำลังตั้งครรภ์โดยที่คนรอบตัวยังไม่รู้ และต้องตัดสินใจอย่างเงียบๆ ว่าควรนำมนุษย์อีกหนึ่งคนเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้หรือไม่
เพียงแค่จุดตั้งต้น หนังเรื่องนี้ก็สร้างคำถามขึ้นมาหลายชั้นอย่างแนบเนียนแล้ว
ในทางหนึ่ง เฟรนกำลังคัดเลือก “ทรัพยากรมนุษย์” ให้บริษัท แต่ในอีกทางหนึ่ง ร่างกายของเธอกำลังสร้างมนุษย์คนใหม่ขึ้นมาจริงๆ หนังจึงค่อยๆ ทำให้คำว่า Human Resource ซึ่งเคยดูเป็นศัพท์ธรรมดาในโลกธุรกิจ กลายเป็นคำที่เย็นชาและเจ็บปวดขึ้นมาอย่างประหลาด
มนุษย์คนหนึ่งเกิดมาเพื่อใช้ชีวิต หรือเกิดมาเพื่อกลายเป็นทรัพยากรของระบบในที่สุด
เรากำลังสร้างอนาคตให้คนรุ่นต่อไป หรือเพียงกำลังผลิตพนักงานรุ่นใหม่เข้ามารับช่วงความเหนื่อยล้าจากคนรุ่นก่อน
และหากตัวเราเองยังไม่แน่ใจว่าชีวิตที่กำลังใช้อยู่นั้นคุ้มค่าหรือไม่ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าควรเชิญมนุษย์อีกคนเข้ามาร่วมเผชิญโลกใบเดียวกัน
หนังไม่ได้ตอบคำถามเหล่านี้ และไม่ได้พยายามชี้นำว่าการมีลูกหรือไม่มีลูกเป็นคำตอบที่ถูกต้องกว่า เพราะประเด็นของมันไม่ได้อยู่ที่คำตอบสำเร็จรูป แต่อยู่ที่การทำให้เห็นว่า การตัดสินใจที่ดูเป็นเรื่องส่วนตัวที่สุดของมนุษย์ อาจไม่เคยเป็นเรื่องส่วนตัวล้วนๆ เลย
ค่าครองชีพ ความมั่นคงในการทำงาน โครงสร้างของครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ความคาดหวังจากคนรอบตัว ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ตลอดจนความรู้สึกว่าโลกกำลังเดินหน้าไปสู่สิ่งที่ดีกว่าหรือแย่กว่า ล้วนเข้ามานั่งอยู่ในห้องตัดสินใจเดียวกันทั้งหมด
เสียดสีโดยไม่ต้องสร้างตัวร้าย
ความเฉียบคมของ HUMAN RESOURCE อยู่ที่การเสียดสีสังคมโดยไม่ต้องทำให้ทุกอย่างใหญ่โตเกินจริง ไม่มีตัวละครใดจำเป็นต้องกลายเป็นปีศาจ ไม่มีฉากตะโกนใส่กันอย่างรุนแรง และไม่มีบทสนทนาที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อประกาศสารทางการเมืองอย่างโจ่งแจ้ง
หนังไม่จำเป็นต้องบอกว่าบริษัทแห่งนี้ชั่วร้ายที่สุดในโลก เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ บริษัทลักษณะนี้ไม่ได้ดูแปลกประหลาดเลย มันดูธรรมดาเสียจนคนดูจำนวนมากอาจเคยพบเห็นบางส่วนของมันมาแล้วในชีวิตจริง
คำพูดที่ดูสุภาพแต่ซ่อนความรุนแรงไว้ภายใน กฎระเบียบที่ไม่มีใครอธิบายว่ามีไว้เพื่ออะไร ความกดดันที่ถูกส่งต่อกันลงมาตามลำดับชั้น ความพยายามทำให้ทุกคนเชื่อว่าปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นความบกพร่องส่วนบุคคล และวัฒนธรรมที่เรียกร้องให้มนุษย์ปรับปรุงตัวเองตลอดเวลา ทั้งหมดนี้ไม่ได้ถูกนำเสนออย่างเว่อร์วังอลังการ แต่ถูกวางไว้อย่างเงียบๆ ในรายละเอียดเล็กๆ ของชีวิตประจำวัน
ความน่ากลัวของมันจึงไม่ได้เกิดจากการได้เห็นโลกที่เลวร้ายเกินจริง แต่เกิดจากการได้เห็นโลกที่ใกล้เคียงกับความจริงมากเกินไป
หนังไม่ได้บอกว่าทุกบริษัทเลวร้าย ไม่ได้สรุปว่าการทำงานคือความทุกข์ทั้งหมดของมนุษย์ และไม่ได้ทำให้ตัวละครเป็นเพียงเหยื่อที่ไร้ทางเลือก แต่มันค่อยๆ เปิดให้เห็นว่า เมื่อมนุษย์ต้องพึ่งพาระบบเพื่อความอยู่รอด เส้นแบ่งระหว่างการเลือกกับการไม่มีทางเลือกอาจเลือนรางกว่าที่คิด
ความอึดอัดที่ไม่ได้อยู่เพียงในบท
สิ่งที่ทำให้หนังทำงานได้อย่างทรงพลัง ไม่ได้มีเพียงเนื้อหา แต่รวมถึงวิธีเล่าเรื่องทั้งหมด
ภาพจำนวนมากถูกจัดวางให้แคบ อึดอัด และเหมือนมีพื้นที่หายใจเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย ตัวละครมักอยู่ภายในกรอบบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นห้องสัมภาษณ์ โต๊ะทำงาน ช่องประตู ผนังสำนักงาน หรือพื้นที่ภายในเมืองที่ดูเหมือนถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับประสิทธิภาพการทำงาน มากกว่ารองรับชีวิตของมนุษย์
โทนภาพหม่นและเย็นไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อสร้างความสวยงามแบบหนังศิลปะ แต่ทำหน้าที่กดทับคนดูอย่างต่อเนื่อง ภาพไม่ได้มืดจนดูยาก และไม่ได้พยายามทำตัวแปลกประหลาดเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่มันทำให้เรารู้สึกว่าโลกในหนังมีอากาศอยู่อย่างจำกัด แม้ไม่มีใครห้ามหายใจ แต่ก็ไม่มีใครได้หายใจเต็มปอดจริงๆ
แม้จะดูผ่านสตรีมมิงอยู่ที่บ้าน ความกดดันก็ยังทะลุออกมาจากจอได้อย่างชัดเจน บางช่วงไม่ได้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเลย แต่คนดูกลับรู้สึกเกร็งโดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องนั่งทำงานอยู่ในสำนักงานแห่งเดียวกับตัวละคร
เสียงประกอบก็ทำหน้าที่อย่างละเอียด เสียงเครื่องปรับอากาศ เสียงภายในสำนักงาน เสียงข่าว เสียงพอดแคสต์ หรือเสียงต่างๆ ที่ลอยเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน ทำให้โลกของเฟรนแทบไม่มีความเงียบที่แท้จริง แม้ในช่วงเวลาที่ไม่มีใครพูดอะไร ชีวิตก็ยังถูกรบกวนด้วยข้อมูล คำแนะนำ ข่าวสาร และความคาดหวังจากภายนอกตลอดเวลา
แม้กระทั่งเพลงประกอบ หากตั้งใจฟังให้ดี ก็มีความประชดประชันอยู่ในตัวเอง บางเพลงฟังดูรื่นเริงหรือเบาสบาย แต่กลับถูกวางไว้บนฉากที่ทำให้ความหมายของมันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จนอาจเผลอหัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยความขำปนขื่น
การแสดงที่ไม่ต้องอธิบายทุกอย่างออกมา
อีกจุดหนึ่งที่ควรพูดถึงอย่างมากคืองานแสดง
หนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยในภาพยนตร์และซีรีส์ไทยจำนวนไม่น้อย คือตัวละครดูเหมือนกำลังท่องบท รอพูดประโยคของตัวเอง หรือพยายามส่งอารมณ์ให้ชัดเจนเกินไปจนคนดูรู้สึกว่ากำลังชมการแสดง มากกว่ากำลังมองดูมนุษย์จริงๆ ใช้ชีวิตอยู่ตรงหน้า
HUMAN RESOURCE หลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้แทบทั้งหมด นักแสดงทุกคน แม้กระทั่งตัวละครประกอบที่ปรากฏตัวเพียงช่วงสั้นๆ สามารถสร้างความรู้สึกว่าตัวละครเหล่านั้นมีชีวิตอยู่ก่อนเดินเข้ามาในฉาก และยังมีชีวิตต่อไปหลังจากเดินออกไปแล้ว
บทสัมภาษณ์งานแต่ละครั้งจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงฉากประกอบ แต่คล้ายหน้าต่างบานเล็กที่เปิดให้เห็นชีวิตของคนอีกหลายคน บางคนดูหมดหวัง บางคนพยายามแสดงความมั่นใจ บางคนพูดในสิ่งที่คิดว่าบริษัทอยากได้ยิน และบางคนอาจยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังเดินเข้าสู่โลกแบบใด
แต่ศูนย์กลางที่แบกรับน้ำหนักของหนังไว้ทั้งหมดคือเอิงเอย–ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์ ในบทเฟรน
ตัวละครนี้ไม่ใช่บทประเภทที่เปิดโอกาสให้นักแสดงระเบิดอารมณ์เพื่อเรียกเสียงปรบมือ ความรู้สึกจำนวนมากต้องถูกเก็บไว้ภายใน ต้องส่งผ่านสายตา ท่าทาง ความเงียบ จังหวะการหายใจ และความเหนื่อยล้าที่สะสมอยู่บนใบหน้า
เฟรนไม่ได้เป็นตัวละครที่ไม่รู้สึกอะไร ตรงกันข้าม เธอรู้สึกมากจนแทบไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้แสดงออกมาได้ทั้งหมด การที่ประภามณฑลสามารถทำให้คนดูสัมผัสแรงกดดันเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องพูดตรงๆ จึงเป็นงานแสดงที่มีความละเอียดสูงมาก และสมควรแล้วที่ได้รับรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีนานาชาติ
หนังที่ไม่แจกข้อคิด แต่ทิ้งคำถามไว้เต็มห้อง
ภาพยนตร์จำนวนมากพยายามมอบข้อคิดให้คนดู บางเรื่องสรุปบทเรียนอย่างชัดเจน บางเรื่องสร้างทางออกเพื่อให้คนดูเดินออกจากโรงด้วยความรู้สึกเบาขึ้น และบางเรื่องปลอบใจว่าชีวิตจะดีขึ้นในที่สุดหากเรายังพยายามมากพอ
HUMAN RESOURCE ไม่ได้ทำสิ่งเหล่านั้น
หนังไม่ได้บอกว่าควรลาออกจากงาน ไม่ได้บอกว่าควรต่อต้านระบบ ไม่ได้บอกว่าควรมีลูกหรือไม่ควรมีลูก และไม่ได้มอบสูตรสำเร็จในการใช้ชีวิตให้ใคร
แต่มันทำให้คำถามหลายอย่างที่เราอาจพยายามหลีกเลี่ยงกลับมาปรากฏตรงหน้า
เรากำลังทำงานเพื่อให้มีชีวิตอยู่ หรือกำลังใช้ชีวิตทั้งหมดเป็นเชื้อเพลิงเพื่อทำงานต่อไป
ความพยายามพัฒนาตัวเองตลอดเวลาเป็นเส้นทางสู่ชีวิตที่ดีขึ้นจริง หรือเป็นเพียงวิธีทำให้มนุษย์ยอมรับว่าตัวเองยังดีไม่พออยู่เสมอ
เมื่อคนหนึ่งคนถูกเรียกว่า “ทรัพยากร” เราได้ลืมอะไรบางอย่างเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ไปแล้วหรือไม่
และเมื่อระบบแทบทุกอย่างรอบตัวถูกออกแบบให้ดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำถามที่สำคัญกว่าอาจไม่ใช่ว่าองค์กรยังทำงานได้ดีหรือไม่ แต่คือมนุษย์ที่อยู่ภายในองค์กรเหล่านั้นยังเหลือชีวิตของตัวเองอยู่มากเพียงใด
หนังไม่ได้เคาะประตูถามคำถามเหล่านี้อย่างสุภาพ แล้วเดินจากไปเมื่อเราไม่ตอบ แต่มันค่อยๆ นั่งลงอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ และปล่อยให้คำถามทำงานต่อไปแม้ภาพยนตร์จะจบแล้ว
แล้วทำไมจึงไม่ค่อยอยากชวนใครดู
เหตุผลไม่ได้ซับซ้อนนัก
เพราะหากใครกำลังมองหาความบันเทิง ต้องการพักผ่อนจากชีวิตประจำวัน หรืออยากดูภาพยนตร์เพื่อหลบหนีจากความเครียดสักสองชั่วโมง เรื่องนี้อาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมเลย
มันไม่ได้ช่วยให้หนีออกจากโลกจริง แต่พาเรากลับเข้าไปมองโลกจริงใกล้กว่าเดิมเสียอีก
ดูจบแล้วอาจไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย ไม่ได้สะเทือนใจจากเหตุการณ์ใหญ่โต และไม่ได้พบฉากใดฉากหนึ่งที่ทำให้ต้องลุกขึ้นปรบมือทันที แต่ความอึดอัดอาจค่อยๆ ตามออกมาจากหน้าจอ เกาะอยู่ในหัว และทำให้ย้อนคิดถึงชีวิตของตัวเองต่อไปอีกพักใหญ่
อาจต้องคิดถึงงานที่ทำอยู่ ความสัมพันธ์ที่กำลังมี ชีวิตที่กำลังใช้ อนาคตที่เคยจินตนาการไว้ หรือแม้กระทั่งคำถามว่า โลกใบนี้ยังเป็นสถานที่ที่เรากล้าชวนมนุษย์คนใหม่เข้ามาอยู่ด้วยหรือไม่
นั่นคือเหตุผลที่ HUMAN RESOURCE เป็นหนังดีมากเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ใช่หนังที่อยากชวนทุกคนไปดูโดยไม่เตือนล่วงหน้า
สำหรับคนที่ชอบภาพยนตร์ศิลปะ ชอบหนังที่เล่าเรื่องอย่างสุขุม สนใจงานที่เสียดสีสังคมอย่างละเอียด และยอมรับได้ว่าภาพยนตร์ไม่จำเป็นต้องทำให้เรารู้สึกดีขึ้นเสมอ เรื่องนี้ควรค่าแก่การดูอย่างยิ่ง
แต่หากตัดสินใจดูแล้วรู้สึกว่าหนังทิ้งน้ำหนักไว้ในใจมากเกินไป อาจเตรียมยาแก้ทางไว้ด้วยการเปิด Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์ของ Pixar ดูต่อทันที
อย่างน้อย โลกของบีเวอร์และสัตว์น่ารักอาจช่วยให้หายใจคล่องขึ้นบ้าง หลังจากใช้เวลาสองชั่วโมงอยู่ในโลกของมนุษย์
Korn Pongjitdham, M.D.