ทนายปีศาจ : จากชื่อที่ไม่น่าดู สู่ซีรีส์ไทยที่ควรถูกพูดถึง

ทนายปีศาจ : จากชื่อที่ไม่น่าดู สู่ซีรีส์ไทยที่ควรถูกพูดถึง
โดย...นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม

ผมเกือบไม่ได้ดูซีรีส์เรื่องนี้ ด้วยเหตุผลที่ฟังดูตื้นเขินที่สุด ผมไม่ชอบชื่อมัน

“ทนายปีศาจ”

แค่ได้ยินชื่อ ผมก็เผลอตัดสินไปก่อนแล้วว่าคงเป็นดราม่าแก้แค้นหลังข่าว มีตัวร้ายหัวเราะก้องศาล มีพระเอกอุดมการณ์แรงกล้ายืนชี้หน้าคนผิด มีฉากว่าความใส่อารมณ์ แล้วจบลงด้วยความยุติธรรมที่หล่นลงมาจากฟ้าให้คนดูได้ยิ้มกลับบ้านอย่างสบายใจ ผมจึงเลื่อนผ่านมันไปอย่างไม่ใยดี

แต่แล้วกระแสจากนักวิจารณ์ก็เริ่มหนาหูขึ้นเรื่อย ๆ หลายเสียงพูดตรงกันว่าซีรีส์เรื่องนี้ไม่ธรรมดา 
จนวันหนึ่ง อาจารย์ท่านหนึ่งที่ผมรักและเคารพอย่างยิ่งทักมาด้วยประโยคสั้น ๆ

“ดูทนายปีศาจหรือยัง”

เมื่อคนที่เรารักและนับถือถามด้วยประโยคแบบนั้น มันไม่ใช่คำถามธรรมดา แต่มันคือคำแนะนำที่มีน้ำหนักมากพอจะทำให้ผมหยุดคิด ผมจึงเปิดดู ทั้งที่ใจยังค้างคากับชื่อเรื่องอยู่ดี แล้วผมก็ต้องยอมรับว่าตัวเองคิดผิดมหันต์

ทนายปีศาจ ไม่ใช่ละครน้ำเน่าอย่างที่ผมกลัว ไม่ใช่ซีรีส์กฎหมายที่เอาฉากศาลมาเป็นฉากหลังให้ตัวละครตะโกนใส่กัน และไม่ใช่งานที่สร้างโลกง่าย ๆ ให้คนดีชนะ คนเลวแพ้ เพื่อปลอบใจคนดูว่าความยุติธรรมยังทำงานอยู่เสมอ ตรงกันข้าม มันคือซีรีส์ดราม่าชั้นศาลสัญชาติไทยที่ทำออกมาได้คม กล้าหาญ และมีชั้นเชิงในระดับที่หาดูได้ไม่บ่อยนักในบ้านเรา

ขอปูพื้นเล็กน้อย เพื่อให้เห็นว่าทำไมงานชิ้นนี้ถึงไม่ธรรมดา

ทนายปีศาจ หรือ The Evil Lawyer เป็นซีรีส์ไทยทาง Netflix ความยาว 8 ตอน อยู่ในแนวดราม่าชั้นศาล อาชญากรรม และความขัดแย้งเชิงศีลธรรม เป็นผลงานกำกับซีรีส์ดราม่าชั้นศาลครั้งแรกของ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับที่หลายคนรู้จักจากงานคุณภาพมาก่อนหน้านี้ ทำงานร่วมกับทีมครีเอเตอร์และนักเขียนบทอย่าง แซม-จักริน เทพวงค์ และ ซัน-ทรงพล จันทรสม โดยตัวโครงการต่อยอดมาจาก Content Lab ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA ซึ่งเป็นพื้นที่บ่มเพาะงานสร้างสรรค์ให้พัฒนาไปไกลกว่าสูตรสำเร็จเดิม ๆ ของอุตสาหกรรมบันเทิงไทย

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือเบื้องหลังการทำงาน ทีมผู้สร้างใช้เวลาพัฒนาบทอย่างยาวนานถึง 5 ปี ตามข่าว ลงพื้นที่ศึกษาและสังเกตบรรยากาศการพิจารณาคดีจริงในศาล ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในแวดวงกฎหมายหลายสายวิชาชีพ และใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่กระบวนการในศาล วิธีคิดทางกฎหมาย บทสนทนา ไปจนถึงการจัดวางตัวละครและการเคลื่อนไหวในห้องพิจารณาคดี เพื่อให้ฉากศาลไม่ใช่แค่ฉากสวย ๆ แต่เป็นพื้นที่ที่มีแรงกดดัน มีชั้นเชิง และมีชีวิตจริงอยู่ในนั้น

ความพิถีพิถันนี้เห็นผลชัดในตัวงาน ฉากศาลในเรื่องไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่ซีรีส์กฎหมายจำนวนมากมักเป็น การโต้แย้ง การซักถาม การเว้นจังหวะ การใช้สายตา และการเปิดเผยข้อมูลทีละชั้น ถูกออกแบบให้ดึงคนดูเข้าไปอยู่ในความตึงของคดี โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเสียงดนตรีเร่งเร้าหรือการตะโกนใส่กันตลอดเวลา

โดยไม่สปอยล์ แกนเรื่องเล่าถึงทนายหนุ่มผู้ยังเชื่อในหลักการทางกฎหมาย แต่ถูกผลักเข้าสู่สถานการณ์ที่ทำให้ต้องเผชิญหน้ากับระบบที่ไม่ได้สะอาด ไม่ตรงไปตรงมา และไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่เชื่อในความยุติธรรมอย่างง่ายดาย เขาต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับทนายหญิงผู้ถูกเรียกว่า “ปีศาจ” คนที่เข้าใจช่องโหว่ของกฎหมาย เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ เข้าใจความสกปรกของระบบ และรู้ดีว่าความจริงกับชัยชนะในศาลไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน

จุดตั้งต้นนี้ทำให้ซีรีส์มีแรงปะทะที่น่าสนใจมาก เพราะมันไม่ใช่เรื่องคนดีกับคนเลว แต่เป็นเรื่องการปะทะกันระหว่างหลักการกับโลกจริง โลกที่หลักการถูกบิด ใช้ ต่อรอง ซื้อขาย และทำให้กลายเป็นเครื่องมือของผู้ที่เข้าใจอำนาจมากกว่าศีลธรรม

งานภาพ การจัดแสง มุมกล้อง และจังหวะตัดต่ออยู่เหนือค่าเฉลี่ยของซีรีส์ไทยทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ทุกอย่างรับใช้เรื่องเล่า ไม่ได้มีไว้เพื่ออวดเทคนิค ผู้กำกับสามารถพาคนดูเคลื่อนจากห้องพิจารณาคดีเข้าไปสู่โลกของเหตุการณ์ ตัวละคร และบาดแผลทางสังคมได้อย่างลื่นไหล หลายฉากให้ความรู้สึกเหมือนเราไม่ได้กำลังดูละคร แต่กำลังถูกพาไปยืนอยู่ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยอำนาจ ความกลัว และความไม่แน่นอน

เมืองไทยในเรื่องนี้ไม่ใช่เมืองไทยแบบโปสต์การ์ด ไม่ใช่กรุงเทพฯ ที่ถูกทำให้สะอาด เรียบหรู หรือสวยเกินจริง แต่เป็นเมืองไทยที่ความศิวิไลซ์กับความดิบเถื่อนอยู่ติดกัน ศาล สำนักงาน ถนน ชุมชน พื้นที่ของคนมีอำนาจ และพื้นที่ของคนที่ไม่มีใครฟัง ถูกถ่ายให้รู้สึกว่าอยู่ในระบบนิเวศเดียวกัน ระบบนิเวศที่ทุกอย่างเชื่อมถึงกันด้วยผลประโยชน์ ความกลัว และการอ่านสัญญาณของอำนาจ

การแสดงก็เป็นจุดแข็งสำคัญ ตัวละครไม่ได้ถูกเล่นให้เป็นสัญลักษณ์แข็ง ๆ ของความดีหรือความชั่ว แต่มีความลังเล ความเย็นชา ความเจ็บปวด ความทะเยอทะยาน ความเหนื่อยล้า และความจำเป็นส่วนตัวปะปนกันอยู่ ไม่มีใครขาวสะอาดจนไม่น่าเชื่อ และไม่มีใครดำสนิทจนกลายเป็นตัวร้ายการ์ตูน

นี่คือสิ่งที่ทำให้ตัวละครใน ทนายปีศาจ มีมิติ พวกเขาไม่ได้มีชีวิตเพื่อให้คนดูรักหรือเกลียดง่าย ๆ แต่มีชีวิตเพื่อทำให้คนดูถามตัวเองว่า ถ้าเราอยู่ในระบบแบบนั้น เห็นความจริงแบบนั้น และพบซ้ำ ๆ ว่าความดีตามตำราอาจไม่พอจะปกป้องใครได้ เราจะยังยืนอยู่ที่เดิมได้จริงหรือไม่

แต่หัวใจที่ทำให้ผมยกให้เรื่องนี้เหนือกว่าซีรีส์ไทยส่วนใหญ่ คือความกล้าที่จะไม่เดินตามสูตรสำเร็จ

ดราม่ากฎหมายจำนวนมากมักจบลงด้วยสิ่งที่เรียกว่า narrative justice หรือความยุติธรรมในเชิงเรื่องเล่า ต่อให้โลกจริงโหดร้ายแค่ไหน พอเข้ามาอยู่ในจอ คนเขียนบทก็มักจัดระเบียบโลกใหม่ให้คนดีชนะ คนเลวรับกรรม ความจริงถูกเปิดเผย และคนดูได้รับการปลอบใจว่าโลกนี้ยังยุติธรรมอยู่ในที่สุด

ทนายปีศาจ ปฏิเสธที่จะโกหกคนดูแบบนั้น

มันไม่ยอมเอาความสบายใจราคาถูกมาแลกกับความซื่อสัตย์ต่อความจริง ไม่รีบจัดฉากให้ความยุติธรรมปรากฏตัวอย่างงดงามเพื่อให้คนดูโล่งอก และไม่ป้อนข้อสรุปทางศีลธรรมง่าย ๆ ว่าใครคือปีศาจ ใครคือมนุษย์ ใครควรถูกเกลียด ใครควรถูกให้อภัย ซีรีส์ปล่อยให้ความอึดอัดค้างอยู่ในตัวเรา แล้วให้เราแบกมันกลับออกมาเอง

นี่คือการไว้ใจสติปัญญาของคนดู ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้สร้างไทยจำนวนมากยังไม่ค่อยกล้าทำ เพราะมักกลัวว่าคนดูจะรับความกำกวมไม่ได้ กลัวว่าคนดูต้องการคำตอบชัด ๆ กลัวว่าถ้าไม่มีบทสรุปสวยงาม คนดูจะรู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้ง แต่ความจริงคือผู้ชมจำนวนมากโตพอจะเข้าใจแล้วว่าโลกไม่ได้ยุติธรรมตามโครงสร้างละครหลังข่าว และความเจ็บปวดที่ซื่อสัตย์ บางครั้งมีค่ากว่าความหวังที่แต่งขึ้นมาเพื่อขายความสบายใจ

สำหรับผม ในฐานะคนที่เขียนเรื่องความบิดเบี้ยวเชิงสถาบัน ด้านมืดของพฤติกรรมมนุษย์ และสังคมที่ทำให้คนต้องเอาตัวรอดด้วยการอ่านอำนาจมากกว่าการยึดหลักการมาพอสมควร ผมดูเรื่องนี้แล้วรู้สึกสิ้นหวังกับสังคมอย่างจริงจัง แต่ผมเชื่อว่าความสิ้นหวังนั้นคือเจตนาของคนทำ ไม่ใช่ความผิดพลาด เพราะความสิ้นหวังใน ทนายปีศาจ ไม่ได้เกิดจากการเล่าว่ามีคนเลวอยู่ในสังคม เรื่องแบบนั้นเราเห็นกันจนชินแล้ว สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือซีรีส์ทำให้เห็นว่าความชั่วจำนวนมากไม่ได้ดำรงอยู่ในรูปของคนเลวคนเดียว แต่มันดำรงอยู่ในฐานะระบบนิเวศ

ระบบนิเวศที่ทำให้มนุษย์เรียนรู้ว่าจะต้องอยู่รอดด้วยสัญชาตญาณแบบเดียรัจฉาน

ใครใหญ่ ใครมีเส้น ใครแตะไม่ได้ ใครมีราคา ใครไม่มีราคา ใครควรถูกช่วย ใครควรถูกปล่อยให้จม ใครควรเงียบ ใครควรถอย ใครควรยอมรับชะตากรรม ใครพูดแล้วปลอดภัย ใครพูดแล้วตายทางสังคม สัญญาณเหล่านี้ทำงานอยู่ใต้ภาษาสวยงามของกฎหมาย ศีลธรรม หน้าที่ ระเบียบ และความสงบเรียบร้อย

นี่คือความน่ากลัวของเรื่อง มันไม่ได้บอกเราว่าในสังคมมีปีศาจอยู่หนึ่งตัว แต่บอกเราว่าบางสังคมสามารถสร้างเงื่อนไขให้คนธรรมดาค่อย ๆ ใช้ชีวิตแบบปีศาจได้โดยไม่รู้ตัว และที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ สังคมแบบนั้นไม่จำเป็นต้องบังคับทุกคนด้วยความรุนแรงตลอดเวลา เพียงแค่ทำให้ทุกคนรู้สัญญาณว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด ใครควรแตะ ใครไม่ควรแตะ ใครควรกลัว และใครควรกราบ

ตรงนี้เองที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้สอดคล้องกับบทความหลายชิ้นที่ผมเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้ มันไม่ได้โจมตีความชั่วรายบุคคลอย่างง่าย ๆ แต่ชี้ให้เห็นความชั่วในฐานะโครงสร้าง ความชั่วที่ผลิตซ้ำตัวเองได้ทุกวันผ่านสถาบัน ผ่านอำนาจ ผ่านความเงียบ ผ่านผลประโยชน์ ผ่านความกลัว และผ่านคนธรรมดาจำนวนมากที่อาจไม่ได้อยากเป็นคนเลว แต่ก็ไม่กล้าหรือไม่พร้อมจะต้านทานระบบที่เลวร้ายกว่า

ในสังคมแบบนี้ คนดีไม่ได้แพ้เพราะโง่เท่านั้น คนดีแพ้เพราะระบบไม่ได้ออกแบบมาให้ความดีทำงานได้ง่าย คนเลวไม่ได้ชนะเพราะเก่งเท่านั้น คนเลวชนะเพราะระบบเปิดช่องให้ความเลวทำงานได้อย่างถูกต้องตามขั้นตอน และกฎหมายซึ่งควรเป็นเครื่องมือปกป้องความยุติธรรม ก็สามารถถูกเปลี่ยนเป็นอาวุธของคนที่เข้าใจกลไกอำนาจมากกว่าเข้าใจศีลธรรม

นี่คือเหตุผลที่ดูแล้วไม่สบายใจ และความไม่สบายใจนั้นคือคุณค่าของงานชิ้นนี้ เพราะงานศิลปะที่ดีไม่จำเป็นต้องปลอบใจเราเสมอไป บางครั้งมันควรลากเราไปยืนหน้ากรงขังที่เราอยู่ในนั้น แล้วบังคับให้เรามองลูกกรงชัด ๆ โดยไม่รีบปลอบว่าเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง ความซื่อสัตย์แบบนี้อาจเจ็บ แต่มีค่ากว่าความหวังฉาบฉวยที่ทำให้เราหลับต่ออย่างสบายใจ

แน่นอน ทนายปีศาจ อาจไม่ใช่งานที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ บางจังหวะยังมีความจัดจ้านแบบละครไทยอยู่บ้าง บางช่วงอาจเล่นใหญ่กว่างานดราม่าชั้นศาล (courtroom drama) สายสุขุมแบบตะวันตก แต่ผมกลับไม่คิดว่านั่นเป็นข้อเสียร้ายแรง เพราะในบริบทของเรื่อง ความจัดจ้านนั้นสอดคล้องกับสังคมที่มันวิจารณ์อยู่พอดี

สังคมจริงของเราเองก็ไม่ได้สุขุม เรียบ และมีเหตุผลตลอดเวลา มันลิเก อำมหิต เสแสร้ง หยาบคาย และไร้ยางอายพร้อมกันได้ในฉากเดียว ดังนั้นความเข้มข้นบางส่วนของเรื่องจึงไม่ได้ทำให้มันหลุดจากความจริง แต่กลับทำให้มันใกล้ความจริงแบบไทย ๆ มากขึ้นอย่างประหลาด

ส่วนเรื่องชื่อ ผมยังยืนยันว่าไม่ชอบอยู่ดี

“ทนายปีศาจ” เป็นชื่อที่ฟังเหมือนสัญญาว่าจะให้ตัวร้ายไว้เกลียด แต่สิ่งที่ซีรีส์มอบให้จริงกลับเป็นความจริงไว้คิด เป็นความจริงที่ไม่ชี้นิ้วให้เราเกลียดใครคนเดียว แต่บังคับให้เราหันกลับไปมองระบบที่ทำให้ปีศาจมีที่ยืนอย่างมั่นคง

มันเป็นเรื่องชวนขันอยู่ไม่น้อย ที่ซีรีส์ซึ่งวิจารณ์การประนีประนอมต่อระบบได้อย่างเจ็บแสบ กลับอาจต้องยอมประนีประนอมกับตลาดเสียเองตั้งแต่ชื่อเรื่อง แต่ถ้ามองอีกมุม ชื่อนี้ก็อาจทำหน้าที่ของมันสำเร็จในแบบประหลาด เพราะมันล่อให้เราคิดว่าเรื่องจะง่าย แล้วค่อย ๆ เปิดให้เห็นว่าโลกที่อยู่ข้างในนั้นซับซ้อนและน่ากลัวกว่าคำว่า “ปีศาจ” มากนัก

ท้ายที่สุด ผมอยากฝากถึงคนทำหนังและซีรีส์ไทยว่า ถ้าเราต้องการยกระดับอุตสาหกรรมนี้จริง ๆ เราคงไปต่อไม่ได้ด้วยการพึ่งพาแต่หนังตลกที่เล่าเรื่องตื้นเขิน เอามุกง่าย ๆ มาวนซ้ำจนกลายเป็นความเคยชิน หรือหนังผีตุ้งแช่ที่ทำหน้าที่เพียงรอจังหวะให้ผีโผล่ เสียงดังขึ้น คนดูสะดุ้ง แล้วทุกอย่างก็จบลงโดยไม่มีอะไรเหลืออยู่ในหัวและหัวใจของผู้ชม นานเกินไปแล้วที่หนังไทยจำนวนไม่น้อยถูกผลิตภายใต้สมมติฐานว่าคนดูต้องการแค่นั้น แค่หัวเราะง่าย ๆ แค่ตกใจง่าย ๆ แค่ดราม่าตรงไปตรงมา แค่ความบันเทิงที่ดูจบแล้วไม่ต้องคิดอะไรต่อ

ความบันเทิงไม่ใช่เรื่องผิด หนังตลกไม่ใช่ของต่ำ และหนังผีก็ไม่จำเป็นต้องด้อยค่า หากมันถูกทำด้วยความเข้าใจมนุษย์ เข้าใจสังคม และเคารพผู้ชมพอ แต่ปัญหาอยู่ที่การยอมจำนนต่อสูตรสำเร็จซ้ำ ๆ จนทั้งผู้สร้างและผู้ชมถูกฝึกให้เชื่อว่านี่คือเพดานของหนังไทย ทั้งที่จริงแล้วภาพยนตร์และซีรีส์สามารถทำได้มากกว่านั้นมาก มันสามารถทำให้เราหัวเราะได้โดยไม่ดูถูกสติปัญญา ทำให้เรากลัวได้โดยไม่ต้องพึ่งแค่เสียงตุ้งแช่ และทำให้เราสนุกได้โดยยังเหลือคำถามบางอย่างติดตัวกลับบ้าน

อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไม่ได้เติบโตเพียงเพราะภาพสวยขึ้น กล้องแพงขึ้น หรือมีแพลตฟอร์มใหญ่รองรับเท่านั้น แต่มันเติบโตเมื่อผู้สร้างกล้าปฏิบัติต่อผู้ชมในฐานะมนุษย์ที่คิดได้ รู้สึกได้ และสมควรได้รับงานที่ลึก ซื่อสัตย์ และท้าทายกว่าสูตรเดิม ๆ

ภาพยนตร์และซีรีส์ที่ดีไม่จำเป็นต้องเทศนาสังคม ไม่จำเป็นต้องยืนชี้นิ้วสั่งสอนคนดู และไม่จำเป็นต้องทำตัวสูงส่งจนคนเข้าไม่ถึง แต่มันควรมีความเคารพต่อความจริง เคารพต่อปัญญาของผู้ชม และกล้าพอจะพาเราไปมองสิ่งที่สังคมไม่ค่อยอยากมอง

งานแบบ ทนายปีศาจ ทำให้เห็นว่าซีรีส์ไทยสามารถเป็นได้มากกว่าความบันเทิงฆ่าเวลา มันสามารถเป็นเครื่องมือสะท้อนสังคม ตั้งคำถามกับอำนาจ เปิดแผลที่ถูกซ่อนไว้ และทำให้ผู้ชมเดินออกจากจอด้วยความคิดบางอย่างที่ติดตัวไปนานกว่าความสนุกชั่วครู่

ถ้าเราต้องการยกระดับอุตสาหกรรมหนังไทยจริง ๆ คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าจะทำอย่างไรให้หนังขายได้ แต่ต้องถามด้วยว่าเราจะทำอย่างไรให้หนังไทยกล้าขึ้น ลึกขึ้น เคารพคนดูมากขึ้น และช่วยยกระดับรสนิยมกับสติปัญญาของสังคมมากขึ้นไปพร้อมกัน

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังจะเลื่อนผ่านซีรีส์เรื่องนี้ไปเพราะเหตุผลเดียวกับผม อย่าทำแบบนั้น
ลองให้โอกาสมันสักตอนสองตอน แล้วคุณอาจเข้าใจว่าทำไมอาจารย์ผมรักและนับถือถึงทักมาด้วยประโยคแบบนั้น

เพราะบางครั้งของดีไม่ได้มาในชื่อที่เราชอบ และบางครั้งชื่อที่เราคิดว่าตื้น อาจซ่อนงานที่ลึกกว่าที่เราคาดไว้มาก

ทนายปีศาจ คือหนึ่งในซีรีส์ไทยที่น่าสนใจที่สุดในช่วงนี้ ไม่ใช่เพราะมันทำให้เรารู้สึกดี แต่เพราะมันกล้าทำให้เรารู้สึกไม่ดีอย่างมีเหตุผล มันไม่พาเราออกจากโลกจริงไปพักใจ แต่พาเรากลับมามองโลกจริงด้วยสายตาที่คมขึ้น เจ็บขึ้น และซื่อสัตย์ขึ้น

จากคนที่เกือบพลาดของดีเพราะชื่อเรื่อง ผมอยากบอกว่า เรื่องนี้ควรค่าแก่การดู

ไม่ใช่เพื่อให้เรารู้ว่าใครคือปีศาจในเรื่อง

แต่เพื่อให้เรากลับมาถามตัวเองว่า ในสังคมที่เรามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ปีศาจจริง ๆ อยู่ตรงไหนกันแน่


 

TAGS: #กรณ์ปองจิตธรรม #ทนายปีศาจ #ซีรีส์ดัง