KOKUHO — หนังที่ผมอยากชวนให้ไปดู โดยไม่อยากเล่าอะไรให้ฟัง

KOKUHO — หนังที่ผมอยากชวนให้ไปดู โดยไม่อยากเล่าอะไรให้ฟัง
โดย นพ. กรณ์ ปองจิตธรรม

 

KOKUHO — หนังที่ผมอยากชวนให้ไปดู โดยไม่อยากเล่าอะไรให้ฟัง

มีหนังบางเรื่องที่ดูจบแล้ว เราอยากเล่าให้คนอื่นฟังทันทีว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร

แต่ Kokuho กลับตรงกันข้าม

ผมอยากชวนให้ไปดู แต่ไม่อยากเล่าเรื่องให้ฟังเลย

เพราะเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังเรื่องนี้ คือการที่เราไม่รู้ว่าชีวิตของคนคนหนึ่งกำลังจะพาเราไปพบกับอะไร และระหว่างทาง หนังโยนคำถามบางอย่างมาให้คิด โดยแทบไม่เคยบอกเราว่าคำตอบที่ถูกคืออะไร

ถ้าบอกว่า Kokuho เป็นหนังเกี่ยวกับ คาบูกิ คนที่ไม่ได้สนใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นอาจเลิกอ่านตั้งแต่ตรงนี้

ผมเองก็ไม่ได้อินกับคาบูกิ และไม่ใช่คนญี่ปุ่น ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่าทางไหนยากแค่ไหน การร้อง การรำ หรือรายละเอียดของศิลปะแขนงนี้มีความหมายอย่างไร

แต่ดูไปไม่นาน ผมก็รู้ว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้กำลังพูดกับเราเรื่องคาบูกิเท่านั้น

มันกำลังพูดถึง มนุษย์

พูดถึงคนคนหนึ่งที่มีความสามารถ แต่เกิดมาโดยไม่มีสิ่งที่บางสังคมให้คุณค่ามากกว่าความสามารถ — นามสกุลและสายเลือด

พูดถึงคำถามที่ว่า ระหว่างคนที่เกิดมาพร้อมสิทธิ์ที่จะยืนอยู่ตรงนั้น กับคนที่ต้องใช้ความสามารถและความพยายามทุกอย่างเพื่อปีนขึ้นไปยืนตรงนั้น ใครสมควรได้รับมันมากกว่ากัน

แต่เมื่อหนังเดินต่อไป แม้แต่คำถามนี้ก็กลายเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ

Kokuho พาเราไปไกลถึงเรื่อง พรสวรรค์ ความพยายาม วินัย การฝึกฝน ความทะเยอทะยาน มิตรภาพ ความรัก ความผูกพัน ความริษยา ความสูญเสีย ความเจ็บป่วย และการเสียสละบางสิ่งในชีวิต เพื่อแลกกับการไปให้ถึงที่สุดในสิ่งที่ตัวเองรัก

และมันโยนคำถามที่ผมตอบไม่ได้ง่าย ๆ ว่า

ถ้าความสำเร็จสูงสุดในชีวิตต้องแลกด้วยบางสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต เราจะยังเลือกมันหรือไม่

ที่ผมชอบมากคือ หนังไม่ได้ยัดคำตอบให้เรา

ตัวละครคนเดียวกัน เหตุการณ์เดียวกัน หรือแม้แต่ฉากเดียวกัน สามารถทำให้เราคิดไปได้หลายทาง และบางครั้งความคิดเหล่านั้นยังขัดแย้งกันเอง

เราอาจเห็นความมุ่งมั่นและความเห็นแก่ตัวอยู่ในคนคนเดียวกัน เห็นความรักกับความริษยาอยู่ในความสัมพันธ์เดียวกัน เห็นความสำเร็จกับความสูญเสียเกิดขึ้นพร้อมกัน และเห็นความงดงามที่สุด ถูกสร้างขึ้นจากชีวิตที่อาจไม่ได้งดงามเลย

นี่คือหนังที่ผมคิดว่า คนอายุ 20 ดูกับคนอายุ 50 อาจดูเป็น คนละเรื่องกัน

เพราะสิ่งที่เราเห็นใน Kokuho ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับว่า เราผ่านอะไรมาบ้างในชีวิต

แต่ต่อให้ไม่คิดอะไรเหล่านี้เลย ในฐานะ ภาพยนตร์ อย่างเดียว มันก็ยอดเยี่ยมมากแล้ว

การกำกับ การแสดง การถ่ายภาพ การจัดองค์ประกอบภาพ แสง สี ฉาก เครื่องแต่งกาย การตัดต่อ และการลำดับภาพ ทำงานร่วมกันจนหลายช่วงไม่ได้ให้ความรู้สึกเพียงว่า “ถ่ายสวย” แต่เหมือนกำลังดูภาพศิลปะที่เคลื่อนไหวได้

นักแสดงก็เก่งจนน่าตกใจ

ผมไม่รู้คาบูกิมากพอที่จะตัดสินว่าพวกเขาแสดงคาบูกิได้ดีระดับไหน แต่หนังทำให้คนที่ไม่รู้เรื่องคาบูกิอย่างผม เชื่อ ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต้องผ่านการฝึกฝนอย่างมหาศาลกว่าจะทำออกมาได้แบบนั้น

และนั่นก็เพียงพอแล้ว

หนังยาวเกือบสามชั่วโมง แต่สำหรับผมมันไม่ใช่สามชั่วโมงที่เสียไปกับการดูชีวิตของนักแสดงคาบูกิสองคน

มันคือสามชั่วโมงที่ทำให้กลับมาคิดถึง ชีวิตของตัวเอง

เราเกิดมาพร้อมอะไร

เราไม่ได้รับอะไร

เราเลือกอะไร

เรายอมเสียอะไร

เรารักอะไรจนยอมแลกกับมัน

และเมื่อเดินมาถึงปลายทาง สิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็น “ความสำเร็จ” ยังมีความหมายเหมือนเดิมหรือเปล่า

ชื่อเรื่อง 国宝 — Kokuho แปลว่า “สมบัติแห่งชาติ”

ผมจะไม่บอกว่าทำไมหนังถึงใช้ชื่อนี้

ไปดูเองดีกว่า

และถ้าดูจบแล้ว อาจพบเหมือนผมว่า สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ Kokuho ไม่ใช่คำตอบที่หนังให้เรา แต่เป็น คำถามที่ยังติดอยู่ในหัว หลังจากภาพสุดท้ายดับไปแล้ว

สำหรับผม 10/10

และเป็น 10/10 ที่ไม่ได้ให้เพราะหนังสมบูรณ์แบบทุกวินาที แต่เพราะนาน ๆ ครั้งจะมีภาพยนตร์สักเรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกว่า สามชั่วโมงที่นั่งดูมันสั้นกว่าสามชั่วโมงที่ใช้คิดถึงมันหลังดูจบเสียอีก

Kokuho — อย่าไปดูเพราะมันเป็นหนังคาบูกิ

ไปดูเพราะมันเป็นหนังเรื่องชีวิต

สำหรับใครที่สนใจ ตอนนี้สามารถดู Kokuho ได้ทาง Netflix

ไม่ได้ค่าโฆษณา ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับ Netflix ทั้งนั้น

หนังเขาดีจริง ๆ เลยอยากชวนให้ไปดู

 

TAGS: #นพ. #กรณ์ #ปองจิตธรรม #KOKUHO