กระแสของ "ทนายปีศาจ" ซีรีส์จาก Netflix ที่เริ่มสตรีมเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เรียกได้ว่าร้อนแรงเกินคาด จนกลายเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
นอกจากกระแสบนโลกออนไลน์แล้ว สิ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ไปไกลกว่านั้นคือ "การบอกต่อ" จากคนดู หลายคนดูจบแล้วต่างแนะนำให้คนรอบตัวรีบไปดู เพราะไม่อย่างนั้นอาจคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง
หากพูดถึงคุณภาพของซีรีส์ ก็คงต้องยอมรับว่าทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ทั้งการแสดงของนักแสดง บทที่มีมิติ และโดยเฉพาะเนื้อหาที่กล้าหยิบปัญหาในสังคมมาตีแผ่อย่างตรงไปตรงมา พูดถึงความอยุติธรรม การบิดเบือนความจริง และสังคมที่บางครั้งคนผิดกลับลอยนวล ขณะที่คนบริสุทธิ์ต้องกลายเป็นผู้รับผิดแทน
แม้ซีรีส์จะหยิบยกประเด็นทางสังคมมาหลากหลายด้าน แต่หนึ่งในแกนสำคัญของเรื่อง คือการพาผู้ชมไปสำรวจปัญหาที่ซ่อนอยู่ในอุตสาหกรรมประมง ตั้งแต่การลักลอบใช้แรงงานผิดกฎหมาย ชีวิตอันโหดร้ายของแรงงานบนเรือที่บางคนไม่มีโอกาสได้กลับขึ้นฝั่ง ไปจนถึงการลักลอบขนยาเสพติดและเครือข่ายอิทธิพลที่แฝงตัวอยู่เบื้องหลังธุรกิจนี้ ซึ่งทั้งหมดกลายเป็นต้นตอของคดีและความขัดแย้งหลายเหตุการณ์ในเรื่อง
หลายคนที่ดูจบคงเห็นตรงกันว่า ซีรีส์เล่าเรื่องได้อย่างกลมกล่อม และแม้จะรู้ว่าหลายเหตุการณ์มีต้นแบบมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริง แต่เมื่อดูจบ หลายคนก็อาจเก็บมันไว้เพียงในฐานะความบันเทิง โดยไม่ได้คิดต่อว่าประเด็นเหล่านี้ยังเชื่อมโยงกับสังคมปัจจุบันอย่างไร
กระทั่งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ได้ออกประกาศแจ้งเตือนชาวประมงและผู้ประกอบการชายฝั่งทั่วประเทศ ให้ระมัดระวังการปล่อยเช่าเรือ แพปลา และท่าเทียบเรือเพื่อใช้ถ่ายทำภาพยนตร์ โดยให้เหตุผลว่า การนำเสนอเนื้อหาอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของอาชีพประมงและการประมงของไทย
แม้ในประกาศจะไม่ได้ระบุชื่อซีรีส์เรื่องใดโดยตรง แต่หลายคนก็อดเชื่อมโยงไปถึง "ทนายปีศาจ" ไม่ได้ เพราะเป็นซีรีส์ที่เพิ่งหยิบประเด็นเหล่านี้มาเล่าอย่างเข้มข้น
หลังประกาศดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีผู้คนจำนวนมากเข้าไปแสดงความคิดเห็น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หลายคนมองว่า ผู้ชมสามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือซีรีส์ อะไรคือความเป็นจริง และหากปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นจริงในสังคม การหยิบยกขึ้นมาพูดถึงก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ตรงกันข้าม มันอาจเป็นโอกาสให้สังคมหันกลับมามองปัญหาและช่วยกันหาทางแก้ไข มากกว่าจะกังวลเพียงเรื่องภาพลักษณ์
ขณะที่บางความเห็นก็มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมประมงไทยในอดีตนั้น รุนแรงกว่าสิ่งที่ปรากฏในซีรีส์เสียอีก และหากไม่พูดถึงหรือไม่ยอมรับว่าปัญหาเคยมีอยู่จริง ก็อาจเป็นการปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง
สุดท้าย ไม่ว่าผู้ชมจะเห็นด้วยกับมุมมองของซีรีส์หรือไม่ อย่างน้อย "ทนายปีศาจ" ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ซีรีส์หนึ่งเรื่องสามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าความบันเทิง เมื่อมันทำให้ผู้คนกลับมาตั้งคำถามกับปัญหาที่สังคมเคยเลือกจะเงียบ
เราควรช่วยกันแก้ปัญหา หรือเพียงแค่ไม่อยากให้ใครพูดถึงมัน