เสียงของเด็กหญิงคนหนึ่ง เคยทำให้ตัวละคร Lilo ในแอนิเมชัน Lilo & Stitch เวอร์ชันภาษาอังกฤษ มีชีวิตขึ้นมาจริงๆ
เสียงสดใส ซุกซน แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นนั้น เป็นเสียงของ Daveigh Chase เด็กหญิงในช่วงวัยราว 8-12 ปี ในเวลานั้น ซึ่งบทบาทนี้ไม่เพียงกลายเป็นผลงานแจ้งเกิดของเธอ แต่ยังทำให้ผู้ชมทั่วโลกจดจำเธอในฐานะ "เสียงของ Lilo" มาจนถึงทุกวันนี้
แม้เวลาจะผ่านมากว่า 20 ปี และวันนี้ Daveigh Chase จะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ผลงานของเธอก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนเสมอ
Daveigh Chase เสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2026 ด้วยวัย 35 ปี ผลชันสูตรจากสำนักงานแพทย์นิติเวชนครลอสแอนเจลิสระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตมาจากโรคเอดส์ โดยมีการใช้สารเสพติดหลายชนิดเป็นเวลานานเป็นปัจจัยร่วมที่ส่งผลต่อสุขภาพของเธอ
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ หลังข่าวการเสียชีวิตถูกเผยแพร่ออกมา ผู้คนจำนวนมากกลับไม่ได้ให้ความสนใจกับสาเหตุการจากไปของเธอ เพราะแฟนๆ จากทั่วโลกต่างพากันแชร์ประโยคที่เป็นหัวใจของ Lilo & Stitch
"Ohana means family. Family means nobody gets left behind or forgotten."
หรือ "โอฮาน่า แปลว่า ครอบครัว และครอบครัวคือการไม่ทิ้งหรือหลงลืมกัน"
หลายคนเลือกใช้ประโยคนี้เพื่อสื่อว่า แม้ Daveigh Chase จะจากไปแล้ว แต่เธอจะไม่มีวันถูกลืม เช่นเดียวกับคำสัญญาที่ Lilo เคยพูดเอาไว้ในภาพยนตร์
หนึ่งในการไว้การอาลัยที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือภาพวาดจาก Chris Sanders และ Dean DeBlois สองผู้กำกับของ Lilo & Stitch ที่โพสต์ภาพ Stitch กำลังนั่งร้องไห้ โดยมีตุ๊กตา Scrump, ปลา Pudge และแซนด์วิช ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญจากแอนิเมชันเรื่องนี้อยู่เคียงข้าง
แม้ภาพดังกล่าวจะไม่มีข้อความประกอบแม้แต่คำเดียว แต่สำหรับแฟนๆ แล้ว ภาพนั้นก็สื่อความหมายได้มากพอกับความเศร้าที่เกิดขึ้น
อีกหนึ่งคนที่ออกมาแสดงความอาลัยคือ Melissa Gilbert นักแสดงรุ่นใหญ่ที่เคยร่วมงานกับ Daveigh Chase เมื่อหลายสิบปีก่อน
Melissa เล่าว่า แม้ทั้งคู่จะร่วมงานกันเพียงไม่กี่วัน แต่เธอกลับจดจำ Daveigh ได้เป็นอย่างดี เธอเป็นเด็กที่สดใส ร่าเริง อ่อนโยน และมีความเป็นมืออาชีพเกินวัย แต่ในขณะเดียวกัน Melissa ก็สัมผัสได้ว่า มีบางอย่างซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มของเด็กคนนี้
เธอรู้สึกว่า Daveigh มีแรงกดดันบางอย่างที่ผลักดันให้ต้องแสดง ต้องประสบความสำเร็จ และแรงผลักดันนั้นอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อตัวเธอเองทั้งหมด แต่อาจเกิดขึ้นเพื่อพ่อแม่ของเธอ
ข้อความของ Melissa ไม่ได้เป็นเพียงการไว้อาลัยอดีตเพื่อนร่วมงาน แต่ยังกลายเป็นการตั้งคำถามถึงการผลักดันลูกเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่อายุยังน้อย
เธออธิบายว่า ไม่ใช่นักแสดงเด็กทุกคนที่จะมีชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหา ตรงกันข้าม หลายคนเติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะอยู่ในวงการต่อหรือไม่ ซึ่งสิ่งนั้นเกิดจากการมีพ่อแม่ที่เข้าใจบทบาทของตัวเอง และรู้ว่าหน้าที่สำคัญที่สุดคือการดูแลลูก ไม่ใช่การผลักดันให้ลูกเป็นดาวเด่น
แต่เมื่อใดก็ตามที่ชีวิตของทั้งครอบครัวเริ่มหมุนรอบชื่อเสียงของลูก เมื่อนั้นปัญหาก็มักจะเริ่มต้นขึ้น เพราะเมื่อวันหนึ่งชื่อเสียงหายไป สิ่งที่พังลงไม่ใช่แค่ชีวิตของเด็กคนนั้น แต่บางครั้งคือทั้งครอบครัว
Melissa จึงฝากข้อความถึงพ่อแม่ทุกคนที่อยากพาลูกเข้าสู่วงการบันเทิงว่า ก่อนตัดสินใจ ลองถามลูกให้แน่ใจเสียก่อนว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นั้น เป็นความฝันของลูกจริง ๆ หรือเป็นความฝันของผู้ใหญ่กันแน่
โพสต์ของเธอได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก เพราะไม่ได้เป็นเพียงคำไว้อาลัย แต่ยังชวนให้สังคมหันกลับมาตั้งคำถามถึงการดูแลนักแสดงเด็ก และบทบาทของพ่อแม่ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ
จุดเริ่มต้นในวงการ Daveigh Chase
หากย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของ Daveigh Chase เส้นทางในวงการของเธอไม่ได้เริ่มจาก Lilo & Stitch
เธอเริ่มต้นจากการถ่ายโฆษณาตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ หลังครอบครัวย้ายไปลอสแอนเจลิสเพื่อสนับสนุนเส้นทางในวงการบันเทิงของเธออย่างเต็มตัว ก่อนจะออดิชันและได้รับเลือกให้พากย์เสียง Lilo ในช่วงปี 1998
หลังจาก Lilo & Stitch เข้าฉายในปี 2002 เธอกลายเป็นเจ้าของเสียงของ Lilo ที่ผู้ชมทั่วโลกจดจำ พร้อมคว้ารางวัลด้านการพากย์เสียง ทั้ง Annie Award และ Young Artist Award
จากนั้นเธอยังคงให้เสียง Lilo อย่างต่อเนื่องใน Stitch! The Movie, Lilo & Stitch: The Series และ Leroy & Stitch
มีเพียง Lilo & Stitch 2: Stitch Has a Glitch เท่านั้นที่ Disney เปลี่ยนให้ Dakota Fanning มาพากย์เสียงแทน เนื่องจาก Daveigh เติบโตขึ้นและเสียงเปลี่ยนไป จึงไม่เหมาะกับการพากย์เด็กหญิงวัย 6 ขวบอีกต่อไป
แม้เวลาจะผ่านไป เสียงของ Lilo จะมีผู้พากย์คนใหม่ และวันนี้ Daveigh Chase จะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่สำหรับผู้ชมจำนวนมาก เธอยังคงเป็น "เสียงของ Lilo" ที่ไม่มีใครแทนที่ได้