เจาะ 4 คดี “ทนายปีศาจ” เบื้องหลังแรงบันดาลใจทีมเขียนบท ที่ใช้เวลารีเสิร์ชนาน 6-7 ปี

เจาะ 4 คดี “ทนายปีศาจ” เบื้องหลังแรงบันดาลใจทีมเขียนบท ที่ใช้เวลารีเสิร์ชนาน 6-7 ปี

ทุกคดีใน “ทนายปีศาจ” ไม่ใช่เรื่องสมมติ หลายคนอาจทราบดี บางคดีก็คุ้นเคย แต่ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะหยิบคดีอะไรมาเล่นก็ได้ เพราะมันได้ผ่านการทำการบ้านอย่างหนักของทีมพัฒนาบท ที่กินเวลากว่า 6-7 ปี กว่าจะออกมาเป็นซีรีส์น้ำดีขนาดนี้ 

ในซีรีส์ได้นำ 4 คดี ที่น่าสนใจมาตีแผ่เบื้องลึก และแทบทุกคดีละม้ายคล้ายเรื่องจริง แต่อาจมีจุดจบที่แตกต่างออกไป 

เริ่มกันที่คดีแรก “คดีลูกกรอก” อยู่ใน ตอนที่ 1 คดีนี้ถูกนำมาเป็นคดีเปิดของเรื่องที่ค่อนข้างทรงพลัง และทำให้ผู้ชมหยุดดูต่อไม่ได้ เรียกว่าเป็นคดีที่ทำให้เห็นตัวตนของตัวละคร “ทนายจิตตรี” ว่าเป็นทนายที่เก่งทั้งว่าความ และพลิกแพลงเกม 

คดีนี้คือการขโมยศพเด็กมาทำลูกกรอกหรือกุมาร เพื่อนำไปทำเป็นเครื่องรางเสริมดวงทางธุรกิจ โดยเกี่ยวข้องกับประเด็นของ “สภาพบุคคล” ซึ่งเป็นหลักกฎหมายจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 

คดีนี้ยังถ่ายทอดให้เห็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ของผู้มีอิทธิพล ซึ่งทีมเขียนบทมองว่าประเด็นนี้ สะท้อนภาพรวมว่า คนที่อยู่ในอำนาจมักเชื่อมโยงกับความไม่ไว้ใจใคร ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ตัวละครสีเทาอื่นๆ ในซีรีส์ยึดถือ อย่าง “บิ๊กอนันต์” ที่กราบไหว้บูชาพระจำนวนมากในบ้าน หรือการเลือกแสดงจุดยืนที่สะท้อนความเชื่อของตัวละครว่า “ผมเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคุ้มครอง” ในยามเข้าตาจน

ทีมเขียนบทอยากให้ผู้ชมดูแล้วเกิดการตั้งคำถามว่า คุณเชื่ออะไรในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไหม เชื่อในมนุษย์ไหม หรือเชื่อในกฎหมาย ความยุติธรรม เชื่อในตัวเอง หรือเชื่อใครได้บ้าง

ต่อมา “คดีไฟไหม้โรงงานขยะรีไซเคิล” คดีนี้อยู่ในตอนที่ 1 เช่นกัน เป็นคดีแรกที่กลายเป็ยบททดสอบของ “ทนายเมฆ” หลังจากการเข้าไปขัดผลประโยชน์ของผู้มีอิทธิพล เมื่อเขาพบว่า จำเลยในคดีเป็นเพียง “แพะรับบาป” เขาจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์ความจริงและช่วยให้จำเลยพ้นผิด

จุดเริ่มต้นของคดีนี้มาจากการรีเสิร์ชข้อมูล โดยทีมเขียนบทได้พูดคุยกับอดีตผู้พิพากษาคนหนึ่งที่ตัดสินใจลาออกจากราชการ เพราะต้องเผชิญความขัดแย้งในจิตใจจากการตัดสินคดีที่ตนเองยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัย ก่อนนำประเด็นดังกล่าวมาผูกเข้ากับปัญหาการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ รวมถึงการเข้ามาของทุนสีเทาจากต่างชาติที่ปรากฏอยู่ตามหน้าข่าวตลอดหลายปีที่ผ่านมา

สำหรับคดีนี้ นอกจากจะเป็นภาพแทนของการต่อสู้กับอำนาจแล้ว ยังต้องการชวนผู้ชมตั้งคำถามว่า เมื่อผู้พิพากษาต้องเผชิญสถานการณ์ที่ความจริงกับกระบวนการยุติธรรมอาจไม่เดินไปในทิศทางเดียวกัน พวกเขาควรทำอย่างไร หรือสามารถทำอะไรได้บ้าง และยังสะท้อนให้เห็นความเดือดร้อนของคนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม 

“คดียิงนาคในงานบวชยามวิกาล” อยู่ในตอนที่ 3 เหตุยิงกันในงานบวชที่แห่นาคตอนกลางคืน แต่ปราศจากหลักฐานบันทึกใดๆ น้ำหนักและความน่าเชื่อถือของพยานผู้เห็นเหตุการณ์จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทีมเขียนบทหยิบยกมาพูดถึงในคดีนี้ ทำให้ผู้ชมได้เห็นทั้งพระ เจ้าหน้าที่รัฐ และข้าราชการผู้ใหญ่ ขึ้นให้การในฐานะพยาน 

ทีมเขียนบทได้แรงบันดาลใจตั้งต้นมาจากคดีจริงที่พบช่วงรีเสิร์ช โดยมีทั้งคดีที่ยิงกลางงานศพและยิงกลางตลาดจนเหยื่อถึงแก่ชีวิต แม้มีพยานผู้เห็นเหตุการณ์จำนวนมาก แต่สุดท้ายไม่สามารถเอาผิดกับจำเลยได้ ซึ่งหนึ่งในคดีดังกล่าวมีกรณีที่ศาลต้องชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือระหว่างพยานที่เป็นข้าราชการกับแม่ค้าในตลาด

ระหว่างการรีเสิร์ช ทีมเขียนบทยังได้ไปสังเกตการณ์ในศาล และพบคดีอาญาที่จำเลยนำพระขึ้นเบิกความเป็นพยาน จึงได้เห็นว่าพระไม่ต้องสาบานตน แม้ว่าพระรูปนั้นจะเพิ่งผ่านการทำพิธีอุปสมบทหลังเกิดเหตุไม่นาน องค์ประกอบเหล่านี้ถูกหยิบมาผสมกับอีกคดีที่เพิ่งพิพากษาจบไปในชั้นฎีกา เป็นคดียิงในงานศพที่ใช้วิธีซักพยานให้ดูไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ตนเองเห็นเป็นความจริง และนำมาร้อยเรียงกับเหตุการณ์อื่นๆ เช่น เหตุทะเลาะวิวาทในงานเทศกาล หรือการจัดงานบวชในเวลากลางคืน เพื่อถ่ายทอดให้เห็นว่าการขึ้นให้การในศาลอาจเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด

อีกคดีที่หลายคนพูดถึง “คดีล่วงละเมิดทางเพศ” อยู่ในตอนที่ 4 ตัวละคร “ปุ้ย” สาวชุดสีฟ้าผมสั้น ที่ถ่ายทอดอารมณ์ตัวละครจนคนดูรู้สึกได้ โดยเรื่องนี้เริ่มจากตัวละครถูกหมอที่มีผู้คนนับหน้าถือตาล่วงละเมิดทางเพศ และยังโดนทนายจิตตรีบีบคั้นอารมณ์ในชั้นศาล จนเกิดเป็นประเด็นที่ชวนตั้งคำถามว่า ทนายจิตตรีจะยังมีความเป็นมนุษย์อยู่ในตัวเองหรือไม่ 

คดีนี้ยังพาผู้ชมไปสำรวจความยุติธรรมในอีกมิติหนึ่ง ที่สื่อให้เห็นว่า โลกออนไลน์และสื่อสามารถกำหนดทิศทางความเชื่อของผู้คนได้ตั้งแต่ก่อนข้อเท็จจริงจะปรากฏครบถ้วน ใครเล่าเรื่องได้ก่อนมักได้เปรียบ ขณะที่กระบวนการยุติธรรมต้องอาศัยเวลาในการตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริง

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่เรตติงหรือกระแสตอบรับเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้ผู้ชมกลับมาตั้งคำถามกับสิ่งที่คิดว่าเข้าใจดีอยู่แล้ว ทั้งเรื่องกฎหมาย ความยุติธรรม และอำนาจในสังคม ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จากการทำงานอย่างละเอียดลึกซึ้งของผู้กำกับ ทีมเขียนบท และนักแสดงที่ร่วมกันสร้างผลงานชิ้นนี้ขึ้นมา

 

TAGS: #ทนายปีศาจ #Netflix #ซีรีส์ดัง