บล.เอเซีย พลัส ชี้ตลาดหุ้นโลกผวาเงินเฟ้อ-ยีลด์พุ่งรับทรัมป์ขู่อิหร่านซ้ำ ลุ้น ครม. ไฟเขียว "คนละครึ่ง พลัส" แจก 4 พัน ชู BLA-BBL-WHA นำทีมหุ้นเกราะป้องกันเงินเฟ้อ
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมการลงทุนว่า ตลาดหุ้นโลกกำลังตกอยู่ใน "ภวังค์" และพะวงกับปัญหาเงินเฟ้อ (INFLATION FEAR) ส่งผลให้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นหลายแห่งปรับตัวลงแรงกว่า 4-7% เช่น อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ปัจจัยกดดันหลักมาจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ยังคงอยู่ในโหมดตึงตัว โดยประเมินว่าราคาน้ำมันระยะยาวอาจยืนอยู่ในระดับสูงบริเวณ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลไปอีกราว 2 ปี ซึ่งกลายเป็น New Normal สถานการณ์นี้เป็นผลมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่จบลง ล่าสุดประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กลับมาขู่ที่จะโจมตีอิหร่านอีกครั้งหากการเจรจาสันติภาพล้มเหลว ประกอบกับมีกระแสข่าวว่ากลุ่ม NATO อาจพิจารณาส่งกองทัพไปยังช่องแคบฮอร์มุซ หากเส้นทางเดินเรือยังไม่สามารถเปิดกลับมาได้ภายในต้นเดือน ก.ค. นี้
บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นพุ่งแรง หวั่นเกิด Unwind - จับตา FED Minutes ผลจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ฝังลึกในระบบ ทำให้สัญญาณอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นแรง สะท้อนคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยที่อาจเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะ Bond Yield 10 ปีและ 30 ปีของญี่ปุ่นที่เร่งตัวขึ้นถึง 21 bps. และ 33 bps. ตามลำดับ ซึ่งพุ่งแรงกว่า Bond Yield ของสหรัฐฯ ส่งผลให้ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นแคบลงเรื่อยๆ และอาจกดดันให้ตลาดกลับมากังวลเรื่องกระแสการดึงเงินกลับ (Unwind Yen Carry Trade) อีกครั้ง นอกจากนี้ ตลาดยังจับตารอการเปิดเผยรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC Minutes) ในค่ำคืนนี้ ซึ่งเป็นรอบที่คณะกรรมการมีมติเสียงแตกหนักที่สุดในรอบ 34 ปี รวมถึงรอดูท่าทีของประธาน FED คนใหม่ (Kevin Warsh) ในการประชุมเดือน มิ.ย. ต่อไป
ลุ้น ครม. คลอด 3 มาตรการเศรษฐกิจ ดัน "คนละครึ่ง พลัส" แจก 4,000 บาท สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เตรียมเคาะ 3 มาตรการสำคัญเพื่อเป็น "ยาแรง" กระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่
1.โครงการไทยช่วยไทยพลัส ปี 2569 : ทุ่มงบประมาณกว่า 1.75 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้น 3 เท่าจากปีก่อน) เพื่ออัดฉีดเงินผ่านโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" แจกเงิน 4,000 บาท/คน ครอบคลุม 30 ล้านคน และเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 1,000 บาท/คน สำหรับ 13.18 ล้านคน ระยะเวลา 4 เดือน (มิ.ย. - ก.ย. 69) ประเมินว่าจะช่วยดัน GDP ไทยให้โตเพิ่มขึ้นได้ 0.5% - 0.7% ซึ่งเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อกลุ่มการเงิน ค้าปลีก และอาหาร
2.ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน กลับไปใช้เกณฑ์เดิม : คาดว่ามีผลกระทบจำกัดและตลาดรับรู้ไปแล้ว เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักพักจริงไม่เกินโควตาวีซ่าเดิมอยู่แล้ว (เอเชียไม่เกิน 10 วัน, ยุโรปไม่เกิน 20 วัน)
3.ผ่อนผันค่า K (K-Value) : ปรับลดเกณฑ์การชดเชยจากเดิมที่ต้องเปลี่ยนแปลง ±4% ลงเหลือเพียง ±2% ช่วยเหลือผู้รับเหมาภาครัฐที่เผชิญปัญหาต้นทุนวัสดุก่อสร้างผันผวน ซึ่งจะเป็นบวกต่อกลุ่มผู้รับเหมา SME และผู้ที่รับงานรัฐโดยตรงอย่าง UNIQ
กลยุทธ์การลงทุน: ถือเงินสด 30% ชู BLA-BBL-WHA นำทีมหุ้นเกราะป้องกันเงินเฟ้อ บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนให้เพิ่มการ ถือเงินสดเป็น 20% - 30% ของพอร์ต เพื่อรองรับความผันผวน และเน้นลงทุนในกลุ่มหุ้นที่มีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ (Inflation Shield) ได้แก่ BBL, KTB, BLA, TLI รวมถึงกลุ่มหุ้นปลอดภัยปัจจัย 4 (Defensive) ได้แก่ BDMS, PR9, CPALL, CPF, CPAXT โดยกำหนดให้หุ้น BLA, BBL และ WHA เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน
ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำจับตาบริษัท GOOGLE ที่เพิ่งจัดงาน I/O 2026 เผยความมุ่งมั่นในการสร้าง Ecosystem ยุค AI ผ่านการเปิดตัว Gemini 3.5 Flash และแว่นตาอัจฉริยะ (Intelligent Eyewear) และบริษัท BILIBILI (9626 HK) ที่รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1 เติบโตแข็งแกร่ง EPS +54% YoY ดีกว่าตลาดคาด หนุนจากธุรกิจโฆษณา สำหรับหุ้นแนะนำในพอร์ต Global Gem คือ BRKB80 และ LLY80