บริษัท ทีเอสทีอี จำกัด (มหาชน) หรือ TSTE เริ่มต้นธุรกิจจากการพัฒนาท่าเรือและคลังสินค้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อรองรับการส่งออกน้ำตาล ก่อนขยายกิจการสู่ธุรกิจหลากหลาย ทั้งโลจิสติกส์ น้ำมันพืชและบรรจุภัณฑ์ อาหารและส่วนประกอบอาหาร แป้งสาลี และอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันบริษัทดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลา 50 ปี และเดินหน้าขยายการเติบโตภายใต้แนวคิด “Next Move Together”
TSTE ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2519 โดยกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำตาล 9 โรงงาน ภายใต้ชื่อ บริษัท เดอะ ไทยชูการ์ เทอร์มิเนิ้ล คอปอเรชั่น จำกัด มีเป้าหมายสร้างท่าเรือและคลังสินค้าให้เป็นศูนย์กลางรองรับการส่งออกน้ำตาลจากโรงงานในภาคกลางและภาคตะวันตก ต่อมาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2533 และขยายธุรกิจไปยังอุตสาหกรรมอื่นอย่างต่อเนื่อง ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น TSTE ในปี 2566
ปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีบริษัทย่อย 15 แห่ง และบริษัทร่วม 2 แห่ง ครอบคลุมธุรกิจตั้งแต่ท่าเรือ การขนถ่ายสินค้าและคลังสินค้า ไปจนถึงการผลิตและจำหน่ายสินค้าอาหาร โดยธุรกิจโลจิสติกส์ยังคงเป็นหนึ่งในธุรกิจหลัก ขณะที่กลุ่มธุรกิจอาหารและส่วนประกอบอาหารเข้ามาเป็นอีกส่วนสำคัญของการดำเนินงาน ผ่านบริษัทในเครือที่ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท
หนึ่งในธุรกิจอาหารของกลุ่มคือ บริษัท เนเจอร์ เบสท์ฟู้ด จำกัด (NBF) ผู้ผลิตและจำหน่ายสาหร่ายและผงปรุงรส ซึ่งมีรายได้ 456 ล้านบาทในปี 2568 นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังทำตลาดขนมขบเคี้ยวภายใต้แบรนด์ Koriko สโลแกน “สาหร่ายนอกกรอบ” พร้อมขยายผลิตภัณฑ์สู่สาหร่ายทอด สาหร่ายย่าง และปลาแผ่นปรุงรส รวมถึงมีธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้าอาหารให้กับลูกค้าภายนอก
ด้านธุรกิจแป้งสาลี กลุ่มบริษัทมีบริษัท ที เอส ฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ขณะที่ธุรกิจน้ำมันพืชและบรรจุภัณฑ์เป็นอีกส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจ นอกจากนี้ TSTE ยังดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผ่านบริษัท ทีเอสทีอี รีท แมเนจเมนท์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกองทรัสต์ และปัจจุบันบริหาร SIRIPRT รวมถึงมีที่ดินประมาณ 165 ไร่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้กรุงเทพมหานคร
ในปี 2568 กลุ่ม TSTE มีรายได้จากการดำเนินงาน 2,612 ล้านบาท กำไรสุทธิรวม 155.35 ล้านบาท และสินทรัพย์รวม 6,118.57 ล้านบาท สำหรับทิศทางในอนาคต บริษัทตั้งเป้าผลักดันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ให้มากกว่า 10,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี จากปัจจุบันประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยวางกลุ่มธุรกิจอาหารและส่วนประกอบอาหารเป็น New S-Curve ตั้งเป้ายอดขาย 1,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี และมีแผนนำธุรกิจอาหารเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในอนาคต