กพอ. เห็นชอบเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่ม 4 แห่งใน EEC รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ดึงดูดการลงทุน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 3/2569
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุม กพอ. มีหน้าที่กำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติที่เกี่ยวข้องกับ EEC ในหลายเรื่องสำคัญ อาทิ การสนับสนุนให้เริ่มโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก การจัดทำร่างประกาศ กพอ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับสิทธิประกอบวิชาชีพเวชกรรมในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพในพื้นที่ EEC รวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) และการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง โดยการดำเนินงานดังกล่าวเกิดจากการหารือร่วมกัน เพื่อให้โครงการ EEC เดินหน้าตามแผนอย่างต่อเนื่องและบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีขอให้กรรมการทุกท่านพิจารณารายละเอียดของวาระการประชุมอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นไปตามกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมเห็นชอบการประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม 4 แห่งในพื้นที่อีอีซี ได้แก่ 1.เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อีเทค สมาร์ท พาร์ค จังหวัดชลบุรี รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การบินและโลจิสติกส์ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร 2.เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิว ฮอไรซัน ซิตี้ จังหวัดชลบุรี รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร การบินและโลจิสติกส์ และดิจิทัล รวมถึงส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG)
3.เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การแปรรูปอาหาร หุ่นยนต์ ดิจิทัล การบินและโลจิสติกส์ และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร และ 4.เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ยานยนต์สมัยใหม่ (ปลวกแดง) จังหวัดระยอง รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ ดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรและการศึกษา ทั้งนี้ ให้เสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบตามมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561
นายเอกภพ กล่าวว่า ในที่ประชุมนายกรัฐมนตรีระบุว่าการดึงดูดการลงทุนในปัจจุบันไม่อาจอาศัยเพียงจุดเด่นด้านค่าแรงราคาถูก แต่ต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศและความพร้อมรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งด้านการจ้างงาน การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาบุคลากรไทย ซึ่งการลงทุนในปัจจุบันให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) สิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
นายเอกภพ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีย้ำว่าการพัฒนาอีอีซีต้องอยู่บนพื้นฐานกฎหมาย ระเบียบบริหารราชการเดียวที่ใช้ทั่วประเทศ ไม่ใช่รัฐในรัฐ พร้อมกำชับให้ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การส่งเสริมการลงทุนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งในการเชื่อมโยงการค้าและการขนส่งในภูมิภาคอาเซียน จึงขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสื่อสารถึงความพร้อมของไทย ทั้งด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน โดยผลการลงทุนที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนถึงความสนใจของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทย