เตือนอุตสาหกรรมเฝ้าระวังน้ำท่วมน้ำแล้งเตรียมแผนรับมือ

เตือนอุตสาหกรรมเฝ้าระวังน้ำท่วมน้ำแล้งเตรียมแผนรับมือ
ส.อ.ท.จี้ภาคอุตสาหกรรมบริหารความเสี่ยงน้ำ จับตาภาคกลาง–ตะวันออก–EEC แนะทำ Water Balance แหล่งน้ำสำรอง และแผนบริหารน้ำ 3 ระดับ รักษาความต่อเนื่องการผลิตและลดความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน

นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change กล่าวว่าสถานการณ์น้ำตอนนี้ภาคอุตสาหกรรมต้องรับมือความเสี่ยงด้านน้ำทั้งสองด้านพร้อมกัน คือ ป้องกันผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมในระยะสั้น ควบคู่กับการประเมินน้ำต้นทุนและวางแผนใช้น้ำสำหรับฤดูแล้ง เพราะฝนที่ตกหนักในบางช่วงไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะมีน้ำเพียงพอ

ทั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอแนะแนวทางรับมือ ดังนี้1. เฝ้าระวังฝนตกหนักและน้ำท่วมเฉพาะพื้นที่ ข้อมูลจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 ระบุว่า ช่วงวันที่ 18–20 กันยายน 2569 หลายพื้นที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขังในเขตเมือง และน้ำล้นตลิ่งพื้นที่เสี่ยงจากฝนสะสม 24 ชั่วโมง ได้แก่ พิษณุโลก จันทบุรี ตราด นครพนม น่าน แพร่ กระบี่ ชุมพร ตรัง พังงา ระนอง และสุราษฎร์ธานี รวมถึงพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมต่อเนื่อง

สำหรับภาคอุตสาหกรรม น้ำท่วมอาจส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้า เครื่องจักร การจัดเก็บวัตถุดิบ สารเคมีและสินค้า ตลอดจนเส้นทางขนส่งและห่วงโซ่อุปทาน ส.อ.ท. จึงขอให้สถานประกอบการในพื้นที่เสี่ยงเร่งดำเนินการ ดังนี้  ตรวจสอบระบบระบายน้ำ แนวป้องกันน้ำท่วม และจุดเสี่ยงภายในโรงงาน

การป้องกันเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า วัตถุดิบ สารเคมี และสินค้ารวมถึวงเตรียมพลังงานสำรอง ระบบสื่อสาร และกำหนดผู้รับผิดชอบกรณีฉุกเฉิน  ติดตามระดับน้ำ ประกาศเตือนภัย และเส้นทางขนส่งอย่างต่อเนื่อง การทบทวนแผนฉุกเฉินและแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP)

2. ฝนสะสมต่ำกว่าปกติ ต้องเร่งวางแผนน้ำต้นทุนปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศระหว่างวันที่ 1 มกราคม–13 กันยายน 2569 อยู่ที่ 1,032.6 มิลลิเมตร พื้นที่ที่มีปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติมาก ได้แก่ ภาคใต้ฝั่งตะวันออกร้อยละ 28 ภาคกลางร้อยละ 18 และภาคตะวันออกร้อยละ 13 สะท้อนให้เห็นว่าปริมาณและการกระจายตัวของฝนแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ จึงจำเป็นต้องเร่งประเมินความเพียงพอของน้ำต้นทุนก่อนเข้าสู่ฤดูแล้ง 

3. น้ำในอ่างทั่วประเทศอยู่ที่ร้อยละ 72 แต่ต้องประเมินเป็นรายพื้นที่  ทั้งนี้ข้อมูลกรมชลประทาน ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 ระบุว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง 496 แห่ง มีน้ำเก็บกักรวม 55,015 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 72 ของความจุ และมีน้ำใช้การได้ 31,041 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 59 อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำเก็บกักรวมยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวน 4,210 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงไม่ควรประเมินความเพียงพอของน้ำจากค่าเฉลี่ยระดับประเทศเพียงอย่างเดียว

สำหรับพื้นที่ที่ภาคอุตสาหกรรมควรติดตามเป็นพิเศษ คืภาคกลาง มีน้ำเก็บกักร้อยละ 62 และมีฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 18 จึงควรติดตามปริมาณน้ำในแหล่งน้ำอย่างใกล้ชิด  ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสำคัญ มีน้ำเก็บกักร้อยละ 68 และฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 13 จึงต้องติดตามทั้งปริมาณน้ำต้นทุนและสมดุลระหว่างปริมาณน้ำที่มีอยู่กับความต้องการใช้น้ำ (Water Balance) โดยเฉพาะพื้นที่ EEC เพื่อประเมินความเพียงพอของน้ำสำหรับภาคการผลิตในช่วงฤดูแล้ง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีน้ำเก็บกักร้อยละ 72 และฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 6 จึงควรใช้ช่วงที่ยังมีฝนเร่งกักเก็บน้ำ พร้อมติดตามปริมาณฝนและน้ำไหลเข้าอ่างอย่างต่อเนื่อง ส่วนภาคใต้ มีน้ำเก็บกักร้อยละ 65 ขณะที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติถึงร้อยละ 28 จึงต้องติดตามการกระจายตัวของฝนและประเมินน้ำต้นทุนเป็นรายพื้นที่

นอกจากนี้ควรติดตามสถานการณ์ ENSO และแนวโน้มเอลนีโญอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอาจส่งผลต่อปริมาณฝนและความเสี่ยงด้านน้ำในระยะต่อไป

4. จัดทำแผนบริหารน้ำ 3 ระดับ ส.อ.ท. แนะนำให้สถานประกอบการประเมินความต้องการใช้น้ำเทียบกับน้ำต้นทุนที่สามารถเข้าถึงได้ ตรวจสอบแหล่งน้ำหลักและแหล่งน้ำสำรอง พร้อมจัดทำแผนบริหารน้ำอย่างน้อย 3 ระดับ ได้แก่ ภาวะปกติ ภาวะเฝ้าระวัง และภาวะขาดแคลนน้ำ  ขณะเดียวกัน ควรเร่งลดการสูญเสียน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ นำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และประสานผู้ให้บริการน้ำกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อเตรียมทางเลือกรองรับกรณีน้ำต้นทุนไม่เพียงพอในช่วงฤดูแล้ง

 

นายปรีดา กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำของภาคอุตสาหกรรมต้องเปลี่ยนจากการรับมือเมื่อเกิดปัญหา ไปสู่การวางแผนล่วงหน้าบนพื้นฐานของข้อมูล โดยผู้ประกอบการควรประเมินความต้องการใช้น้ำ เตรียมแหล่งน้ำสำรอง และกำหนดมาตรการรองรับสถานการณ์แต่ละระดับอย่างชัดเจน เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและลดผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน

5. พัฒนาระบบข้อมูลและเครือข่ายเตือนภัยด้านน้ำ

สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ของ ส.อ.ท. อยู่ระหว่างพัฒนา Water Information & Early Warning เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลฝน น้ำต้นทุน พื้นที่อุตสาหกรรม และความต้องการใช้น้ำ ไปสู่การจัดทำ Industrial Water Risk Map พร้อมกันนี้ ยังเดินหน้าขยายเครือข่าย Water War Room เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถเฝ้าระวัง ประเมินความเสี่ยง และวางแผนบริหารน้ำได้สอดคล้องกับสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่

 

การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบาย 5I ของ ส.อ.ท. ได้แก่ I4: Industrial Infrastructure Reform พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเสริมความมั่นคงด้านน้ำต้นทุน และ I5: Inclusive Sustainability สนับสนุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้เข้าถึงข้อมูลและเครื่องมือบริหารความเสี่ยง ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ส.อ.ท. พร้อมเป็นกลไกกลางเชื่อมโยงข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านน้ำ ลดความเสี่ยงต่อการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน พร้อมรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

 

TAGS: #ส.อ.ท. #EEC #Water #Balance #แหล่งน้ำสำรอง #