“ออม-สุชาร์” เร่งเครื่อง Fleen Beauty ตั้งเป้ารายได้ 120 ล้านบาท ชี้ Online-Offline ต้องโตคู่กัน หลังพบลูกค้าทดลองสินค้าหน้าร้านก่อนกลับมาซื้อซ้ำออนไลน์
ท่ามกลางตลาดเครื่องสำอางไทยที่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แม้ผู้บริโภคเผชิญแรงกดดันด้านกำลังซื้อและค่าครองชีพ Fleen Beauty หรือ “ฟลีน” แบรนด์ T-Beauty สัญชาติไทย เดินหน้าปรับกลยุทธ์รับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเน้นสินค้าที่ผู้บริโภคมั่นใจว่าจะใช้ได้จริง ราคาจับต้องได้ และเพิ่มทางเลือกด้วยสินค้าขนาดทดลอง ขณะเดียวกันเร่งขยายช่องทางออฟไลน์เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองสินค้าจริง
ข้อมูลจาก Krungthai COMPASS ระบุว่า ตลาดเครื่องสำอางไทยทั้งตลาดในประเทศและส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มจากประมาณ 180,000 ล้านบาทในปี 2568 เป็น 200,000 ล้านบาทในปี 2569 หรือเติบโต 12.3% ขณะที่ตลาดในประเทศยังเป็นสัดส่วนหลักของตลาดรวม
อย่างไรก็ตาม ภาพการเติบโตของตลาดไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคทุกกลุ่มจะใช้จ่ายเหมือนเดิม โดย Fleen Beauty มองว่าในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากกว่าเดิม โดยเลือกซื้อสินค้าที่มั่นใจว่าจะใช้งานได้จริง ขณะที่สินค้าที่มีราคาจับต้องได้ยังมีโอกาสได้รับความสนใจมากขึ้น
เพื่อตอบรับพฤติกรรมดังกล่าว Fleen Beauty ปรับกลยุทธ์ด้วยการนำเสนอสินค้าขนาดทดลอง ทั้งรูปแบบซองและขนาดพกพา ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเมคอัพ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถทดลองใช้ก่อนตัดสินใจซื้อขนาดจริง
กลยุทธ์ดังกล่าวได้รับการตอบรับที่ดี โดยยอดขายทั้งสินค้าขนาดทดลองและขนาดจริงเติบโตควบคู่กัน ทำให้ลูกค้ามีโอกาสทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่โดยไม่ต้องตัดสินใจซื้อขนาดใหญ่ตั้งแต่ครั้งแรก และเมื่อเกิดความมั่นใจจึงกลับมาซื้อสินค้าขนาดเต็ม
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการแข่งขันในตลาดเครื่องสำอางที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญทั้งด้านราคา คุณภาพ นวัตกรรม และสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ขณะที่ Krungthai COMPASS ระบุว่าตลาดยังมีการแข่งขันสูงจากจำนวนผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ความงามและการแข่งขันของแบรนด์ต่างประเทศ โดยเฉพาะแบรนด์จีนที่ขยายตัวผ่านช่องทางออนไลน์
สำหรับ Fleen Beauty ภายใต้การนำของ “ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนฟีน่า จำกัด แบรนด์เติบโตหลังเข้ารับช่วงต่อธุรกิจด้วยการเข้าซื้อกิจการมูลค่า 25 ล้านบาท โดยในช่วงแรกต้องเข้าไปปรับระบบธุรกิจใหม่ หลังองค์กรเหลือบุคลากรเพียง 4 คน พร้อมวางโครงสร้างองค์กร ระบบคลังสินค้า ปรับแพ็กเกจจิ้ง เปลี่ยนซัพพลายเออร์ และบริหารซัพพลายเชน เพื่อป้องกันปัญหาสินค้าขาดสต๊อกและลดการเสียโอกาสทางการขาย
หลังปรับระบบ Fleen Beauty มียอดขายเพิ่มขึ้นจาก 47 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 96 ล้านบาทในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว โดยแบรนด์มองว่าการเติบโตมาจากการซื้อซ้ำและการบอกต่อ ประกอบกับการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างการซื้อซ้ำในระยะยาว
ปัจจุบันสินค้ากลุ่ม Tone-up และ Corrector ยังเป็นกลุ่มที่สร้างยอดขายหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ขณะที่ Fleen Skin Tint ซึ่งเป็นสินค้าใหม่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และถูกวางให้เป็นหนึ่งใน Hero Product ตัวถัดไป โดยสร้างยอดขายได้ 10,000 ชิ้นภายในเดือนแรกหลังเปิดตัว
หนึ่งในสินค้าหลักของแบรนด์คือ Fleen Tone-up Serum ซึ่งมีการพัฒนา Travel Size เพื่อให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ก่อนซื้อขนาดจริง และได้รับการตอบรับที่ดี โดยแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Fleen Beauty เน้นการผสานเมคอัพเข้ากับการดูแลผิว และเลือกใช้สารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการแต่งหน้าและให้ความสำคัญกับผิวบอบบางหรือแพ้ง่าย
ช่องทางจำหน่าย ปัจจุบัน Fleen Beauty มียอดขายจากออนไลน์ประมาณ 97% และออฟไลน์ 3% แต่ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนออฟไลน์เป็น 17% ขณะที่ออนไลน์จะอยู่ที่ประมาณ 83%
ปัจจุบันแบรนด์มีวางจำหน่ายใน EVEANDBOY 85 สาขา Watsons 200 สาขา Beautrium 9 สาขา Multy 10 สาขา และ Konvy 5 สาขา โดยมองว่าการมีสินค้าในร้านค้าปลีกไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มยอดขาย แต่ยังช่วยสร้าง Brand Recognition สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค และเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เห็นและทดลองสินค้าจริง
แม้พฤติกรรมการซื้อผ่านออนไลน์จะเติบโตขึ้น แต่ Fleen Beauty พบว่าลูกค้าจำนวนมากยังต้องการทดลองเครื่องสำอางจริงก่อนตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสี เนื้อสัมผัส และการใช้งานบนผิว ทำให้บริษัทมองว่า Offline ยังเป็นส่วนสำคัญของ Customer Journey
ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนฟีน่า จำกัดระบุว่า มีลูกค้าจำนวนมากที่ทดลองสินค้าจากหน้าร้านแล้วกลับมาซื้อซ้ำผ่านช่องทางออนไลน์ สะท้อนว่า Online และ Offline ไม่ได้แข่งขันกันโดยตรง แต่สามารถส่งเสริมกันได้ โดยหน้าร้านทำหน้าที่สร้างการรับรู้ เปิดโอกาสให้ทดลองสินค้า และสร้างความมั่นใจ ขณะที่ออนไลน์รองรับการซื้อซ้ำและเข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง
เราจึงมองว่าการเติบโตของทั้งสองช่องทางควรเดินควบคู่กัน โดยเฉพาะในระยะต่อไปที่ Offline จะมีบทบาทมากขึ้นในการสร้าง Branding และขยายฐานลูกค้าต่างชาติ
นอกจากลูกค้าไทยแล้ว Fleen Beauty ยังมองกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโต โดยใช้ Influencer ต่างชาติช่วยสื่อสารเรื่องราวและตัวตนของแบรนด์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่สนใจ T-Beauty
การเติบโตของ Fleen Beauty เกิดขึ้นในช่วงที่ T-Beauty กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในตลาด Asian Beauty โดยแบรนด์ไทยต้องแข่งขันทั้งกับ K-Beauty, J-Beauty และ C-Beauty ขณะเดียวกันการแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่ที่ราคา แต่รวมถึงคุณภาพ นวัตกรรม ส่วนผสม และความสามารถในการสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์
สำหรับ Fleen Beauty จุดยืนของแบรนด์คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การแต่งหน้าและการดูแลผิวไปพร้อมกัน โดยให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและสารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อสร้างความแตกต่างจากเครื่องสำอางทั่วไป
สำหรับเป้าหมายในปี 2569 Fleen Beauty ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 120 ล้านบาท โดย ณ เดือนสิงหาคม 2569 ทำรายได้แล้ว 76 ล้านบาท บริษัทจึงเดินหน้าผลิตภัณฑ์ใหม่ ขยายช่องทางจำหน่าย และเพิ่มสัดส่วนการขายผ่านร้านค้าปลีก พร้อมใช้การตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึง KOL และ TikTok Live เป็นเครื่องมือสื่อสารกับผู้บริโภค
ออม สุชาร์ ระบุว่า TikTok Live เป็นช่องทางที่ช่วยให้ได้รับฟีดแบ็กจากลูกค้าแบบ Real-time และสามารถนำความคิดเห็นไปปรับใช้กับสินค้าและการสื่อสารได้รวดเร็ว ขณะที่การทำงานกับ KOL จะเลือกผู้ที่เข้าใจและชื่นชอบแบรนด์ เพื่อให้สามารถถ่ายทอดตัวตนของ Fleen Beauty ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ท่ามกลางภาวะที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น Fleen Beauty จึงวางกลยุทธ์บนการทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ทั้งการมีสินค้าขนาดทดลอง ราคาที่เข้าถึงได้ การสร้างประสบการณ์ผ่านหน้าร้าน และการรองรับการซื้อซ้ำผ่านออนไลน์ โดยตั้งเป้าให้ทั้งสองช่องทางทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนการเติบโตของแบรนด์ในปี 2569