GCNT EXPO 2026 ชู “From SHOCK to SHIFT” เร่งไทยเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน

GCNT EXPO 2026 ชู “From SHOCK to SHIFT” เร่งไทยเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน
GCNT EXPO 2026 ชู “From SHOCK to SHIFT”ดัน Nature Positive-Sustainable Finance พร้อมวาง Roadmap 6-24 เดือน เปลี่ยนจาก “Promise to Proof” สู่ผลลัพธ์ที่วัดได้

ในโลกที่ความผันผวนกลายเป็นความปกติใหม่ เรากำลังเผชิญกับแรงกระแทกที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่สั่นคลอนราคาพลังงาน สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนจนทำลายรายได้เกษตรกร และการมาถึงของ AI ที่พร้อมจะทิ้งคนที่ปรับตัวไม่ทันไว้ข้างหลัง คำถามสำคัญสำหรับผู้บริหารและคนทำงานในยุคนี้ไม่ใช่แค่ "เรากำลังเจอวิกฤตอะไร?" แต่คือ "เราจะเปลี่ยนแรงกระแทกเหล่านี้ให้เป็นโอกาสได้อย่างไร?"

งาน GCNT EXPO 2026 ภายใต้แนวคิด “From SHOCK to SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World” เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน 2569 ณ True Digital Park มุ่งเป็นเวทีขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน ท่ามกลางโลกที่เผชิญความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี และกฎกติกาการค้าใหม่ โดยเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และสถาบันการเงิน เพื่อเปลี่ยน “แรงกระแทก” ที่เกิดขึ้นให้เป็นการปรับตัวเชิงระบบ

งานปีนี้ถูกวางให้เป็นกิจกรรมคู่ขนานกับการประชุม IMF และ World Bank Group Annual Meetings 2026 สะท้อนการเชื่อมโยงระหว่างประเด็นความยั่งยืนกับเศรษฐกิจและระบบการเงินโลก โดยสาระสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่ที่การประกาศเป้าหมายด้าน ESG แต่เน้นการนำเงินทุน เทคโนโลยี และความร่วมมือไปใช้ให้เกิดผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้จริง

ภายใต้บริบทที่เรียกว่า “Fractured World” โลกกำลังเผชิญภาวะ Polycrisis หรือวิกฤตหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกันและส่งผลต่อกันเป็นระบบ โดยแรงกระแทกสำคัญที่มีผลต่อประเทศไทยประกอบด้วย 5 ด้าน

ด้านแรกคือภูมิรัฐศาสตร์และ Supply Chain ความขัดแย้งระหว่างประเทศสามารถส่งผ่านมาถึงราคาพลังงาน ต้นทุนสินค้า และค่าครองชีพ รวมถึงความมั่นคงทางอาหารและความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน

ด้านที่สองคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และสภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งกระทบภาคเกษตร รายได้ของครัวเรือน ต้นทุนการผลิต และงบประมาณในการฟื้นฟูความเสียหาย

ด้านที่สามคือการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีและ AI ซึ่งสร้างทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างคนและองค์กรที่สามารถเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีได้ กับกลุ่มที่ขาดทักษะหรือทรัพยากร

ด้านที่สี่คือภัยคุกคามทางไซเบอร์และอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อประชาชน ธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ด้านที่ห้าคือกฎกติกาการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะมาตรการด้านคาร์บอนและ ESG เช่น CBAM และ ESG Disclosure ซึ่งจะเข้ามาเป็นปัจจัยในการแข่งขันและการเข้าถึงตลาด

อีกหนึ่งโจทย์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือความคืบหน้าของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ทั่วโลก โดยข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า มีเพียง 15% ของเป้าหมายที่อยู่ในเส้นทางที่จะบรรลุผลภายในปี 2030 ขณะที่ 36% มีความคืบหน้าแต่ยังล่าช้า และบางส่วนอยู่ในภาวะถดถอย

สำหรับประเทศไทย ประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการอยู่ในด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำ ระบบนิเวศทางทะเล และระบบนิเวศบนบก ขณะที่ SDG 12 ด้านการผลิตและการบริโภคที่รับผิดชอบ เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ภาคธุรกิจสามารถนำไปเชื่อมโยงกับการดำเนินงานได้

แนวทางหนึ่งคือ “Back-casting” หรือการเริ่มจากเป้าหมายที่ต้องการเห็นในปี 2030 แล้ววิเคราะห์ย้อนกลับมาว่าในวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้แต่ละองค์กรสามารถกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด และกรอบเวลาในการปิดช่องว่างได้ชัดเจนขึ้น

หัวใจของการ “Shift” คือการเปลี่ยนจากการประกาศคำมั่นสัญญาไปสู่ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ หรือ “From Promise to Proof” โดยภาคธุรกิจต้องสามารถแสดงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง เช่น การลดการปล่อยคาร์บอน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร หรือการฟื้นฟูระบบนิเวศ

การเปลี่ยนผ่านยังต้องขจัดการทำงานแบบไซโล และขยายจากระดับบริษัทไปสู่ระบบนิเวศทางธุรกิจ โดยบริษัทขนาดใหญ่มีบทบาทในการถ่ายทอดเทคโนโลยี เงินทุน และองค์ความรู้ไปยัง SMEs เกษตรกร และคู่ค้าใน Supply Chain เพื่อให้มาตรฐานด้านความยั่งยืนสามารถขยายไปตลอดห่วงโซ่

อีกทิศทางสำคัญคือการขยับจาก Net Zero ไปสู่ “Nature Positive” โดยมองธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพเป็นทุนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจไทย

การฟื้นฟูธรรมชาติจำเป็นต้องใช้ข้อมูลและหลักวิทยาศาสตร์เพื่อกำหนดพื้นที่ เป้าหมาย และชนิดพันธุ์ที่เหมาะสม แทนการดำเนินกิจกรรมแบบทั่วไปที่ไม่สามารถประเมินผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน

แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโยงกับเป้าหมายการอนุรักษ์พื้นที่บกและทะเล รวมถึงการนำ Circular Economy มาใช้ในภาคเกษตร ตัวอย่างเช่น “เลิกเผา เป๋าตุง” ที่มุ่งนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรกลับมาใช้ประโยชน์และสร้างรายได้ แทนการเผาที่ก่อให้เกิดมลพิษ

อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูธรรมชาติต้องดำเนินควบคู่กับ “Just Transition” เพราะชุมชนและเกษตรกรที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติต้องมีทางเลือกทางเศรษฐกิจ หากต้องการให้การอนุรักษ์เกิดขึ้นในระยะยาว การสร้างรายได้และแรงจูงใจจึงเป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน

ด้านการเงินเป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยมีการประเมินว่าไทยมีช่องว่างด้านเงินลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดได้เป็น 50 บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งเกินกว่าความสามารถของงบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว

ส่วนแนวคิด “50 บาทต่อคนต่อวัน” เป็นการคำนวณเชิงภาพรวมเพื่ออธิบายขนาดของช่องว่างทางการเงิน ไม่ได้หมายถึงการเรียกเก็บเงินจากประชาชนโดยตรง แต่สะท้อนบทบาทของการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและการจัดสรรเงินทุนของประชาชนในการสนับสนุนสินค้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

แนวคิด Sustainable Finance จึงไม่ได้หมายถึงการหาเงินสำหรับโครงการสีเขียวเพียงบางโครงการ แต่คือการเปลี่ยนวิธีจัดสรรเงินทุนของระบบการเงิน โดยให้ธนาคาร บริษัทประกัน และผู้จัดการสินทรัพย์นำปัจจัยด้านความยั่งยืนเข้าไปอยู่ในกระบวนการปล่อยสินเชื่อและการลงทุน

การลงทุนต้องมี “Credible Conditions” หรือเงื่อนไขด้านความยั่งยืนที่น่าเชื่อถือ พร้อมมีระบบติดตามและวัดผล เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุนสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมจริง

อีกเครื่องมือคือ Blended Finance ซึ่งผสมผสานเงินทุนจากภาครัฐหรือแหล่งทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ เข้ากับเงินทุนเอกชน เพื่อลดความเสี่ยงและทำให้โครงการที่มีระยะเวลาคืนทุนยาวหรือมีความเสี่ยงสูง เช่น การปรับตัวต่อ Climate Change และโครงการด้านธรรมชาติ สามารถดึงดูดเงินลงทุนได้มากขึ้น

สิ่งที่ต้องดำเนินควบคู่กันคือการสร้าง “Pipeline of Investable Solutions” หรือชุดโครงการที่พร้อมรับการลงทุน เพราะเงินทุนจะไม่สามารถไหลเข้าสู่ระบบได้ หากไม่มีโครงการที่มีข้อมูล ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ และผลลัพธ์ที่ชัดเจน

อีกแนวทางคือการนำความยั่งยืนเข้าไปอยู่ในการลงทุนกระแสหลัก เช่น โรงงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ โครงสร้างพื้นฐาน และภาคเกษตรกรรม หากการลงทุนปกติถูกออกแบบให้คำนึงถึงพลังงาน คาร์บอน การใช้ทรัพยากร ธรรมชาติ และผลกระทบต่อสังคมตั้งแต่ต้น เงินลงทุนเหล่านี้ก็สามารถมีส่วนสนับสนุนเป้าหมาย SDGs ได้โดยไม่จำเป็นต้องรอเงินทุนสำหรับโครงการสีเขียวโดยเฉพาะ

สำหรับภาคธุรกิจ GCNT EXPO 2026 เสนอกรอบการเตรียมตัวระยะ 6-24 เดือน เพื่อรับมือกับกฎระเบียบและมาตรฐานใหม่

ช่วง 6 เดือนแรกควรให้ความสำคัญกับการจัดทำฐานข้อมูลและระบบ ESG Disclosure รวมถึงประเมินผลกระทบจากกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศ

ช่วง 12 เดือน ให้เร่งปรับกระบวนการผลิตและนำเทคโนโลยีสะอาดมาใช้เพื่อเตรียมรับ Carbon Pricing และ CBAM รวมถึงประเมินต้นทุนคาร์บอนที่อาจกระทบต่อสินค้าและ Supply Chain

ช่วง 24 เดือน ขยายการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน หรือ HRDD ตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมวางระบบการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ

การเตรียมตัวดังกล่าวมีความสำคัญต่อ SMEs ที่อยู่ใน Supply Chain ของบริษัทข้ามชาติ เพราะข้อกำหนดด้านคาร์บอน สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชนมีแนวโน้มถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขในการจัดซื้อและการเข้าถึงตลาดมากขึ้น

ในระดับองค์กร แนวทางหลังเข้าร่วม GCNT EXPO 2026 สามารถสรุปเป็นกรอบ “1-1-1-1” ได้แก่ เริ่มโครงการนำร่องด้านสิ่งแวดล้อม 1 เรื่อง สร้างความร่วมมือกับพันธมิตร 1 ความร่วมมือ กำหนดผลลัพธ์ที่วัดได้ 1 ชุดตัวชี้วัด และแบ่งปันประสบการณ์ 1 เรื่องผ่านเครือข่ายการเรียนรู้ เพื่อให้การดำเนินงานสามารถขยายจากองค์กรไปสู่คู่ค้าและระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านต้องลงทุนใน Human Capital ผ่านการ Upskilling, Reskilling การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการยกระดับการศึกษาอาชีวะ เพื่อเตรียมแรงงานให้รองรับ Green Jobs และลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ

GCNT EXPO 2026 จึงวางประเด็นความยั่งยืนไว้ในระดับการบริหารความเสี่ยงและความสามารถในการแข่งขัน ตั้งแต่เงินทุน การผลิต Supply Chain ธรรมชาติ กฎการค้า ไปจนถึงทักษะแรงงาน โดยเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนจาก “From Commitment to Capital” และ “From Promise to Proof” ให้เกิดขึ้นจริงผ่านโครงการ การลงทุน และตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้

การเปลี่ยนจาก “SHOCK” สู่ “SHIFT” จึงไม่ได้อยู่ที่การประกาศเป้าหมายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละภาคส่วนในการนำข้อมูล เงินทุน เทคโนโลยี และความร่วมมือมาเปลี่ยนเป็นการดำเนินงานจริง และขยายผลจากระดับองค์กรไปสู่ระบบเศรษฐกิจไทย

TAGS: #GCNTEXPO2026 #FromShocktoShift #Sustainability #SDGs #ESG #SustainableFinance