“วราวุธ” ชี้โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต“ ชูโมเดล AI² ดันไทยเป็น “Safe Haven” ทั้งเทคโนโลยี-อาหาร
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Wisconsin Alumni Dinner 2026 หัวข้อ “Thailand’s Future in a Changing World:Competitiveness, Sustainability and National Transformation” ณ โรงแรม The St. Regis Bangkok กรุงเทพฯ ว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกันและเชื่อมโยงกัน (Polycrisis) ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โครงสร้างประชากร และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งกำลังขยายช่องว่างทางเศรษฐกิจเป็น “K-Shaped Economy” หรือเศรษฐกิจรูปตัว K ที่คนบางกลุ่มและธุรกิจบางประเภทเติบโต ขณะที่แรงงานไร้ทักษะและเอสเอ็มอี มีความเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
แม้ไทยไม่สามารถควบคุมความไม่แน่นอนจากภายนอกได้ แต่สามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้ ด้วยการวางตำแหน่งไทยเป็นฐานการลงทุนและการค้าที่มีความมั่นคง (Safe Haven) ท่ามกลางความผันผวนของโลก โดยใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งและจุดแข็งในการเป็นแหล่งผลิตอาหาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทรัพย์สินยุทธศาสตร์ที่ไทยมีอยู่แล้ว
โดยภาคการเกษตรของไทยมีสัดส่วน 8.7% ของ GDP แต่จ้างงานมากกว่า 28% จึงเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ทุกประเทศยังต้องการอาหารเพื่อบริโภค ไทยจึงมีสิ่งที่ นายธนินท์ เจียรวนนท์ เรียกว่า “น้ำมันบนดิน” ได้แก่ น้ำ ดิน ความหลากหลายทางชีวภาพ และองค์ความรู้ ซึ่งสามารถสร้างใหม่ได้ทุกฤดูกาล แตกต่างจากน้ำมันและก๊าซที่ต้องใช้เวลาหลายล้านปีในการเกิดขึ้นใหม่ หากนำมาผนวกกับเทคโนโลยีขั้นสูงและทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ จะทำให้ไทยมีศักยภาพเป็นฐานผลิตอาหารที่มีความมั่นคงของโลก (Safe Haven for Food of the World) พร้อมยกระดับความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ให้เป็นทรัพย์สินยุทธศาสตร์ของประเทศ
“หัวใจสำคัญคือกลยุทธ์ “AI²” หรือ AI 2 ขา เพื่อเชื่อมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับเศรษฐกิจฐานราก ทำให้การเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทข้ามชาติ แต่ส่งต่อมูลค่าไปยังผู้ประกอบการและประชาชนในประเทศ”
AI ขาแรก คือ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (Advanced Industries) ครอบคลุม AI ดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลัง หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ โดยครึ่งปีแรกการส่งออกเติบโตมากกว่า 17.6% และเกือบ 50% เป็นชิ้นส่วนเทคโนโลยีดิจิทัล
ทั้งนี้ การส่งออกที่ขยายตัวไม่ได้หมายความว่ามูลค่าจะตกถึงคนไทยทั้งหมด เพราะไทยยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจำนวนมาก จึงต้องเปลี่ยนจากการผลิตและประกอบไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (High-value Industries)
ดังนั้น AI ในขาแรก จึงต้องนำมาเสริมกำลังในส่วน AI ขาที่สอง คือ “Agriculture Industries” หรืออุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ เป้าหมายไม่ใช่เพียงเพิ่มผลผลิต แต่ต้องเพิ่มมูลค่า ตั้งแต่อาหารรูปแบบใหม่ สารเพื่อการแพทย์ อาหารแปรรูปขั้นสูง ไปจนถึงการผลิตทางการเกษตรอัจฉริยะ
การยกระดับต้องใช้เทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่การผลิต (Value Chain) ทั้ง AI, IoT ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ฐานข้อมูล และเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดของเสีย ลดการใช้พลังงาน และตรวจสอบย้อนกลับได้ พร้อมพัฒนาระบบสนับสนุนตั้งแต่การแปรรูป การจัดเก็บ โลจิสติกส์ ตลาด และการเงิน
นายวราวุธ กล่าวว่าว่า ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม จะเร่งกระตุ้นการลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ควบคุมของเสียและลดคาร์บอนในนิคมอุตสาหกรรมกว่า 80 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงผลักดันนิคมอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง ปรับกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรฐานสู่ “Smart & Green Industry” พร้อมเสริมศักยภาพเอสเอ็มอี ผ่านการเพิ่มทักษะและปรับทักษะใหม่ สนับสนุนเงินทุน และเพิ่มการใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวรับกติกาสิ่งแวดล้อมใหม่ ทั้ง ESG, CBAM, Carbon Credit และ NTB โดยมองกติกาเหล่านี้เป็น “VISA” หรือใบเบิกทางสู่ตลาดโลก เพราะการแข่งขันยุคใหม่ไม่ได้วัดเพียงราคาและคุณภาพ แต่ต้องตอบได้ว่าวัตถุดิบมาจากไหน ผลิตอย่างไร ใช้พลังงานสะอาดหรือไม่ และจัดการของเสียอย่างไร
นายวราวุธย้ำว่า การรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤตไม่สามารถพึ่งพาภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเชื่อมความร่วมมือระหว่าง อุตสาหกรรมกับเกษตร เทคโนโลยีขั้นสูงกับโอกาสของคน และการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความยั่งยืน เพื่อเปลี่ยน “K-Shaped Economy” ไปสู่เศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าและกระจายโอกาสอย่างทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้จุดแข็งด้านอาหารของไทยกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่