เอกนิติ ระบุโลกกำลังเข้าสู่คลื่นการลงทุนลูกใหม่ในรอบกว่า 40 ปี ที่ขับเคลื่อนด้วย AI พลังงานสะอาด ดิจิทัลและระบบอัตโนมัติพร้อมนำคณะเอกชนไทยรายใหญ่ร่วมเวทีจับคู่ธุรกิจที่จีนหวังดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าสูไทย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยระหว่างการเดินทางร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 ว่า การเยือนจีนครั้งนี้มีความโดดเด่นจากการที่รัฐบาลผนึกกำลังกับภาคเอกชนไทยรายใหญ่ เดินทางเข้าร่วมภารกิจด้านเศรษฐกิจและการลงทุน เพื่อสร้างโอกาสดึงดูดเงินลงทุนจากจีนเข้าสู่ประเทศไทย
นายเอกนิติให้สัมภาษณ์ที่มหานครเซี่ยงไฮ้ว่า รัฐบาลได้นำคณะผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับนักลงทุนและภาคธุรกิจของจีน เพื่อเปิดการเจรจาความร่วมมือด้านการลงทุน พร้อมนำเสนอศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
คณะภาคเอกชนที่ร่วมเดินทางประกอบด้วยบริษัทชั้นนำของไทยหลายแห่ง อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP), กลุ่มอมตะ (AMATA), บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI รวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของประเทศ ซึ่งสะท้อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายการลงทุนของภูมิภาค
นายเอกนิติกล่าวว่า ขณะนี้โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของการลงทุน โดยเปรียบเทียบว่ากำลังเกิด "คลื่นการลงทุนลูกใหม่" ซึ่งมีนัยสำคัญไม่ต่างจากช่วงทศวรรษ 1980 ที่โลกเผชิญคลื่นการลงทุนจากญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม คลื่นการลงทุนในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบอัตโนมัติ ซึ่งกำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก
"วันนี้โลกเปลี่ยนจริง ๆ มีคลื่นการลงทุนลูกใหม่ เหมือนคลื่นการลงทุนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 1980 ตอนนั้นเป็นคลื่นการลงทุนจากญี่ปุ่น แต่วันนี้เป็นคลื่นลูกใหม่ คือ AI พลังงานสะอาด ดิจิทัล และระบบอัตโนมัติ" นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติระบุว่า รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายควบคู่กัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการสร้างการลงทุนใหม่และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ การนำคณะภาคเอกชนไทยร่วมเดินทางเยือนจีนในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนจีน ขยายความร่วมมือทางธุรกิจ และเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยใช้เวที Business Matching เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนสำคัญของภูมิภาคในยุคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีดิจิทัล