แพทย์ รพ.วิมุต เตือน "มะเร็งตับ" แชมป์คร่าชีวิตอันดับ 1 คนไทย ไม่ดื่มเหล้าก็เป็นได้! ชี้พฤติกรรมคนยุคใหม่ กินหวาน อาหารแปรรูป นั่งนาน จนเกิดภาวะ "ไขมันพอกตับ" แนะกลุ่มเสี่ยงตรวจคัดกรองทุก 6 เดือน
หลายคนยังคงมีความเชื่อผิดๆ ว่า "โรคมะเร็งตับ" จะเกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่ดื่มแอลกอฮอล์หนักเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง มะเร็งตับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย (อันดับ 1 ในผู้ชาย และอันดับ 4 ในผู้หญิง) และกำลังคุกคามคนรุ่นใหม่อย่างเงียบๆ จากพฤติกรรมการใช้ชีวิต
พญ.สาวินี จิริยะสิน แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ พร้อมเตือนกลุ่มเสี่ยงให้เร่งปรับพฤติกรรมก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
มะเร็งตับเกิดจากเซลล์ตับอักเสบเรื้อรังสะสมจนกลายพันธุ์ มักพบในผู้ช่วงอายุ 50-70 ปี โดยผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง 2-3 เท่า เนื่องจากอัตราการติดเชื้อไวรัสและฮอร์โมนเพศชายที่อาจเป็นตัวกระตุ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญอื่นๆ ที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม ได้แก่:
-
ไวรัสตับอักเสบบีและซี: โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบมากที่สุดในคนไทย
-
ภาวะไขมันพอกตับจากเมตาบอลิก (MASLD): ปัจจัยหลักที่ทำให้คนอายุน้อยเป็นมะเร็งตับมากขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับโรคอ้วน, เบาหวาน, ภาวะลงพุง และพฤติกรรมการกินหวานหรืออาหารแปรรูป
-
ปัจจัยอื่นๆ: โรคตับแข็ง, พันธุกรรม และการรับสาร "อะฟลาท็อกซิน" จากอาหารที่ขึ้นรา
"หลายคนกำลังใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่รู้เลยว่าตับกำลังมีปัญหา ภาวะไขมันพอกตับจากโรคฮิตของคนยุคใหม่และการไม่ค่อยออกกำลังกาย เป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก" — พญ.สาวินี จิริยะสิน กล่าว
มะเร็งตับในระยะแรกมัก "ไม่แสดงอาการ" ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงตรวจพบโดยบังเอิญ อย่างไรก็ตาม หากเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้ อาจเป็นสัญญาณว่าโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว ควรีบพบแพทย์ทันที:
-
เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ
-
คลำเจอก้อน หรือปวดบริเวณชายโครงขวา
-
ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน)
-
ท้องโตผิดปกติจากการมีน้ำในช่องท้อง
แพทย์จึงแนะนำว่า ผู้ที่มีความเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจคัดกรองทุกๆ 6 เดือน โดยไม่ต้องรอให้แสดงอาการ เพราะหากเจอตั้งแต่ระยะแรกจะมีโอกาสรักษาหายขาดได้สูง
ปัจจุบัน โรงพยาบาลวิมุต มีการดูแลผู้ป่วยมะเร็งตับผ่าน ทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ทั้งอายุรแพทย์โรคตับ ศัลยแพทย์ แพทย์รังสี และแพทย์โรคมะเร็ง ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีแม่นยำสูง เช่น อัลตราซาวนด์, CT scan และ MRI
แนวทางการรักษามีหลากหลายวิธีตามระยะของโรค ตั้งแต่การผ่าตัด, การจี้ก้อนเนื้อด้วยความร้อน, การรักษาผ่านสายสวนหลอดเลือด ไปจนถึงยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) และภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ทั้งนี้ แม้จะรักษาหายแล้ว ผู้ป่วยยังคงต้องติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอเนื่องจากมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้
พญ.สาวินี ทิ้งท้ายไว้ว่า การดูแลตับเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่คนดื่มเหล้า การป้องกันสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป และเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ