Whoscall ยกระดับฟีเจอร์ “ติ๊กเขียว” (Call Verify Number) เดินหน้าช่วยภาคธุรกิจไทย แก้ปัญหาคนไม่รับสายแปลก ดันยอดขายโตต่อเนื่อง
จากปัญหามิจฉาชีพที่แพร่ระบาดอย่างหนักในปัจจุบัน ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยเปลี่ยนไป โดยเลือกที่จะตัดสายหรือไม่รับสายจากเบอร์แปลกที่ไม่รู้จักสูงถึง 40.1% ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคธุรกิจที่ไม่สามารถติดต่อลูกค้าเพื่อนำเสนอโปรโมชั่น แจ้งนัดหมาย หรือปิดการขายได้ ล่าสุด Whoscall (พัฒนาโดย Gogolook) ได้เปิดตัวและยกระดับฟีเจอร์ "Call Verify Number" หรือที่รู้จักกันในนาม “ติ๊กเขียว ยืนยันตัวตน” เพื่อเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนธุรกิจเชิงรุกและสร้างความมั่นใจให้กับผู้รับสาย
ชู 3 ฟีเจอร์ใหม่ ยกระดับการสื่อสารกับลูกค้า นอกเหนือจากเวอร์ชันแรกที่เป็นระบบแสดงชื่อ โลโก้ และเครื่องหมายติ๊กเขียวเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแล้ว Whoscall ได้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่เพิ่มเติมอีก 3 บริการ เพื่อช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบด้วย:
-
Brand Banner: เพิ่มพื้นที่แบนเนอร์ด้านล่างหน้าจอโทรเข้า เพื่อให้ทีมการตลาดของธุรกิจสามารถใส่รูปภาพหรือข้อความสื่อสารกับลูกค้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้ลูกค้าทราบได้ทันทีว่าใครโทรมาและโทรมาด้วยวัตถุประสงค์ใดก่อนที่จะกดรับสาย
-
Quick Reply Service: ฟีเจอร์ที่จะแสดงขึ้นมาหลังจากวางสาย เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถสานต่อบทสนทนากับลูกค้าผ่านช่องทางแชตชั้นนำต่าง ๆ เช่น LINE, Messenger หรือ Chatbot ซึ่งเหมาะกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่ชอบการแชต และยังช่วยเพิ่มโอกาสในการทำ Up-selling ได้อีกด้วย
-
Quick Survey Service: บริการสอบถามความพึงพอใจหลังวางสายทันที ช่วยให้แบรนด์ได้รับฟีดแบ็กจากการสนทนาได้อย่างรวดเร็ว และมีต้นทุนที่ประหยัดกว่าการใช้บริการระบบสำรวจรูปแบบเดิม

เสียงตอบรับจากพันธมิตรชั้นนำ ฟีเจอร์ Call Verify Number ได้รับการพิสูจน์แล้วจากพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น ธนาคารทีทีบี (ttb) ที่ระบุว่า บริการนี้ช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ผ่านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและช่วยยกระดับความสัมพันธ์อันดีระหว่างธนาคารกับลูกค้า ขณะที่ทางด้าน แรบบิท แคช ได้แบ่งปันผลลัพธ์ว่า ฟีเจอร์นี้ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจกดรับสายเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เงื่อนไขและราคาจับต้องได้สำหรับทุกธุรกิจ บริการ Call Verify Number เปิดโอกาสให้ธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่ไปจนถึง SMEs ขนาดเล็กที่มีพนักงานเพียง 4-5 คน ก็สามารถสมัครใช้บริการได้โดยไม่มีการจำกัดจำนวนเบอร์เริ่มต้น แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ธุรกิจจะต้องเป็นองค์กรที่มีอยู่จริง มีสถานที่ตั้งแน่นอน เสียภาษีถูกต้อง และผ่านการยืนยันตัวตนด้วยเอกสารทางราชการ เช่น หนังสือรับรองบริษัท, ภ.พ.20 หรือใบทะเบียนพาณิชย์ ร่วมกับเอกสารยืนยันความเป็นเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ (เช่น ใบแจ้งหนี้จากธนาคารหรือเครือข่าย) โดยจะใช้เวลาในการตรวจสอบและอนุมัติประมาณ 7 ถึง 14 วัน
สำหรับค่าบริการเริ่มต้นเพียง 280 บาทต่อเดือน โดยฟีเจอร์ดังกล่าวได้เปิดตัวพร้อมกันในหลายพื้นที่ ได้แก่ ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และไทย
โปรโมชั่นพิเศษสายมู ในการเปิดตัวครั้งนี้ Whoscall ได้จัดกิจกรรม ณ ศาลเจ้าแม่ทับทิม พร้อมมอบสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับ 99 บริษัทแรกที่สมัครใช้บริการภายในเดือนนี้ จะได้รับของที่ระลึกเป็นอาร์ตทอย "น้องหลายทรัพย์" ที่ผ่านพิธีเสริมสิริมงคลเพื่อช่วยหนุนทรัพย์และเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจอีกด้วย
