ดัชนีผลผลิตฯติดลบ 0.80% จากปัจจัยเสี่ยงยานยนต์ เงินเฟ้อ และสงคราม ขณะที่ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’-ส่งออกที่เติบโตเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คาดจีดีพีภาคอุตสาหกรรมโตได้ 1.3-1.6%
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 101.18 หดตัวร้อยละ 0.80 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 59.64 สาเหตุหลักมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่หดตัวร้อยละ 8.68 จากตลาดในประเทศและตลาดส่งออกที่ชะลอตัว ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น กดดันกำลังซื้อของภาคครัวเรือน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังกดดันต้นทุนการผลิต และความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 84.7 จาก 85.3 ในเดือนก่อนหน้า
ทั้งนี้ยังมีแรงสนับสนุนสำคัญจากมาตรการภาครัฐที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและเสริมกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชน ส่งผลดีต่อภาคการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป รวมถึงการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กลับมาขยายตัว ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง กุ้งแช่แข็ง ผลไม้กระป๋อง และรองเท้าผ้าใบ
ด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนมิถุนายน 2569 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวังต่อเนื่อง” โดยปัจจัยในประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากการชะลอตัวของการลงทุนในหมวดยานพาหนะ และความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ลดลงจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้น
ในขณะที่ปัจจัยต่างประเทศยังต้องติดตามภาคการผลิตของประเทศเศรษฐกิจหลักมีแนวโน้มชะลอตัว โดยภาคการผลิตของสหรัฐอเมริกายังคงหดตัวจากความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับสหภาพยุโรปที่ส่งสัญญาณเฝ้าระวังจากการหดตัวของภาคการผลิตในหลายประเทศ และภูมิภาคอาเซียนยังมีข้อกังวลในเรื่องของต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การส่งออกของจีนที่ยังขยายตัวได้อาจแสดงถึงแนวโน้มของการเริ่มฟื้นตัวของการค้าโลกได้
“สศอ. ได้วิเคราะห์ผลกระทบของโครงการไทยช่วยไทยพลัสต่อภาคอุตสาหกรรมไทย โดยใช้เครื่องมือฐานข้อมูลบัญชีเมตริกส์สังคม (Social Accounting Matrix : SAM) พบว่า โครงการดังกล่าวมีส่วนช่วยเพิ่มแรงหนุนต่อ GDP ภาคอุตสาหกรรม และลดผลกระทบเชิงลบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยในกรณีที่สถานการณ์ยังยืดเยื้อ โครงการจะช่วยเพิ่มผลต่อ GDP ภาคอุตสาหกรรมได้ประมาณร้อยละ 1.3 และหากสถานการณ์คลี่คลายจะช่วยเพิ่มผลต่อ GDP ภาคอุตสาหกรรมได้ประมาณร้อยละ 1.6 โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์สำคัญ ได้แก่ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย และบรรจุภัณฑ์ ซึ่ง สศอ. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อเสนอแนวทางสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยให้ปรับตัวและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง” นายศุภกิจ กล่าว
สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนพฤษภาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ เครื่องจักรอื่นๆ ที่ใช้งานทั่วไป ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 20.01 จากเครื่องปรับอากาศ คอนเดนซิ่งยูนิต และคอมเพรสเซอร์ ตามคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากตลาดในประเทศ และเครื่องปรับอากาศแบบหน้าต่าง ที่เพิ่มขึ้นจากการส่งออก เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัดและมีปริมาณฝนน้อยกว่าปีก่อน ประกอบกับผู้บริโภคมีความต้องการเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ที่ประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้น
ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 5.33 จากน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันเตา เป็นหลัก เนื่องจากการเร่งผลิตเพื่อรักษาระดับสต๊อกน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการ
ด้านน้ำตาล ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 20.10 จากน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์และกากน้ำตาล เป็นหลัก เนื่องจากโรงงานเร่งแปรรูปน้ำตาลทรายดิบเป็นน้ำตาลชนิดต่างๆ เพื่อส่งมอบตามสัญญา
อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนพฤษภาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ ยานยนต์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 8.68 จากรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ รถบรรทุกปิคอัพ รถยนต์นั่งขนาดเล็ก และรถยนต์ไฟฟ้า เป็นหลัก เนื่องจากสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ สำหรับการจำหน่ายหดตัวจากตลาดส่งออก จากสงครามตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ส่วน น้ำมันปาล์ม หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 31.13 จากน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดลดลง หลังเร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า จากปัญหาฝนทิ้งช่วงและอากาศร้อนจัด ส่งผลให้ปาล์มสุกเร็วกว่าปีก่อน
ปุ๋ยเคมีและสารประกอบไนโตรเจน หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 23.62 เนื่องจากผู้ผลิตชะลอการผลิต สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้การกระจายวัตถุดิบบางชนิดหยุดชะงักและราคาแม่ปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีปรับตัวเพิ่มขึ้นตามต้นทุน ขณะที่กำลังซื้อของเกษตรกรลดลง