ไขความลับ “ก๊าซธรรมชาติ” ขุมทรัพย์พลังงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ไขความลับ “ก๊าซธรรมชาติ” ขุมทรัพย์พลังงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ไขความลับ “ก๊าซธรรมชาติ” ต่างแหล่ง...ต่างคุณสมบัติ แกะรอยความล้ำค่าจากอ่าวไทยไม้สักทองใต้ทะเลลึก ขับเคลื่อนปิโตรเคมี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไทย

‘ก๊าซธรรมชาติ’ (Natural Gas: NG) นับเป็นทรัพยากรใต้ทะเลอ่าวไทย ที่มีความสำคัญต่อรากฐานเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงาน เพราะก๊าซธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงแค่เชื้อเพลิงที่ถูกนำไปเผาไหม้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเท่านั้น แต่เบื้องลึกของสถานะก๊าซที่มองไม่เห็นนี้ คือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ตั้งแต่แหล่งกำเนิด การสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาล ไปจนถึงกลไกการรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพให้แก่ประชาชน

เมื่อพิจารณาถึงองค์ประกอบของก๊าซธรรมชาติ มีส่วนผสมของไฮโดรคาร์บอนและสิ่งเจือปนต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติใต้พื้นโลก ประกอบด้วยองค์ประกอบหลายชนิด เช่น มีเทน (Methane), อีเทน (Ethane), โพรเพน (Propane),บิวเทน (Butane) เป็นต้น

ทั้งนี้ก๊าซธรรมชาติแต่ละแหล่งมีองค์ประกอบที่แตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างนี้เองที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยก๊าซธรรมชาติ แบ่งออกเป็น  2  ประเภทหลัก

  1. ก๊าซแห้ง (Dry Gas) หมายถึง ก๊าซธรรมชาติที่มีมีเทน เป็นองค์ประกอบหลัก 70% ขึ้นไป เหมาะสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันเตาในการผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งนี้ ในส่วนของภาคพลังงาน ประเทศไทยมีการนำเข้าก๊าซแห้งใน 2 รูปแบบหลักๆ คือ
  • นำเข้าทางท่อจากเมียนมา: ซึ่งเป็นก๊าซแห้งที่ส่งมาจ่ายให้โรงไฟฟ้าโดยตรง
  • นำเข้าในรูปแบบก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas : LNG) เป็นการนำก๊าซมาลดอุณหภูมิลงจนเย็นจัดถึงประมาณ 180°C เพื่อเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว ทำให้สามารถบรรจุลงถังและขนส่งทางเรือมาจากประเทศที่อยู่ห่างไกล
     
  1. ก๊าซเปียก (Wet Gas) หมายถึง ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะมีเทน แล้ว ยังมี อีเทน โพรเพน บิวเทน ฯลฯ ในสัดส่วนที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ

    นี่คือความโชคดีมหาศาลของประเทศไทย ที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย  มีวัตถุดิบตั้งต้นชั้นยอด ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายและนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ ซึ่งดีกว่าการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว


ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีโรงแยกก๊าซธรรมชาติ (Gas Separation Plant: GSP) เพื่อบริหารจัดการและคัดแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นการลดการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ให้เกิด Bypass Gas (การปล่อยก๊าซธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการแยกก๊าซแล้วถูกส่งตรงไปยังผู้ใช้ปลายทาง) เพราะหากเรานำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่อุดมไปด้วยสารประกอบมูลค่าสูงไปเผาเพื่อผลิตไฟฟ้าโดยตรง สารเหล่านี้จะถูกเผาทำลายไปอย่างน่าเสียดาย เปรียบเสมือน "การนำไม้สักทองไปเผาทำฟืน" ซึ่งทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

เมื่อผ่านกระบวนการคัดแยกในโรงแยกก๊าซฯ สารประกอบแต่ละชนิดจะถูก

แปรสภาพสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้หลากหลาย อาทิ

  • นำไปผลิตกระแสไฟฟ้า ให้ความร้อนในอุตสาหกรรม และผลิตปุ๋ยเคมี
  • สารตั้งต้นผลิตเอทิลีน มุ่งสู่เม็ดพลาสติก PE สำหรับทำถุงพลาสติก หลอดยาสีฟัน และขวดแชมพู
  • สารตั้งต้นผลิตโพรพิลีน (พลาสติก PP) สำหรับชิ้นส่วนรถยนต์ หม้อแบตเตอรี่
  • และเมื่อนำ โพรเพนมาผสมกับบิวเทน จะกลายเป็น ก๊าซ LPG หรือก๊าซหุงต้มที่เราใช้ในครัวเรือน ขนส่งและโรงงานอุตสาหกรรม

ก๊าซธรรมชาติไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องของพลังงาน แต่คือรากฐานทางเศรษฐกิจที่ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และลดการนำเข้าจากต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน การบริหารจัดการและคัดแยกก๊าซธรรมชาติในประเทศอย่างคุ้มค่า จึงเป็นหัวใจสำคัญที่เปลี่ยนทรัพยากรใต้ท้องทะเล ให้กลายเป็นความมั่นคงในชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน

TAGS: #ก๊าซธรรมชาติ #ปิโตรเคมี