KAMU KAMU เร่งเกมรุก เปิดแบรนด์ใหม่-ขยายต่างจังหวัด ตั้งเป้า 300 สาขา

KAMU KAMU เร่งเกมรุก เปิดแบรนด์ใหม่-ขยายต่างจังหวัด ตั้งเป้า 300 สาขา
KAMU KAMU เดินหน้ารุกตลาดชานมเต็มสูบ เตรียมเปิดแบรนด์ใหม่สไตล์ไลฟ์สไตล์เจาะกลุ่ม Gen Z ในไตรมาส 3 นี้ หวังสร้าง Growth Engine ใหม่รับการแข่งขันตลาดชานม พร้อมตั้งเป้าภายใน 3 ปี ขยายครบ 300 สาขา

นายทินกฤต สินทัตตโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คามุ คามุ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านชานมไข่มุก KAMU KAMU เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่ม Gen Z โดยจะเป็นร้านในแนวไลฟ์สไตล์ที่มีคาแรกเตอร์สนุก สดใส และเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาและเตรียมความพร้อม

ทั้งนี้ แบรนด์ใหม่จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่ง “Growth Engine” สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ควบคู่กับแบรนด์หลัก KAMU KAMU ที่ยังเดินหน้าขยายตลาดต่อเนื่อง ขณะที่ร้าน “KAMU KAMU Specialty” ซึ่งมีเมนูกาแฟจำหน่ายเพิ่มเติม อยู่ระหว่างการปรับรูปแบบและแนวทางการนำเสนอใหม่

ตั้งเป้า 3 ปี รายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาท

KAMU KAMU วางเป้าหมายภายในปี 2572 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า จะมีรายได้ในประเทศไทยแตะระดับ 1,000 ล้านบาท และขยายสาขาครบ 300 แห่ง จากปัจจุบันมีประมาณ 200 สาขา หลังดำเนินธุรกิจมากว่า 15 ปี โดยปีที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวมราว 600 ล้านบาท ไม่รวมธุรกิจในต่างประเทศ

ปัจจุบัน KAMU KAMU มีสาขาในต่างประเทศแล้วที่กัมพูชาและลาว พร้อมเดินหน้าขยายตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV มากขึ้น รวมถึงมองโอกาสในประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย

ตลาดชานมแข่งเดือดกว่า 45 แบรนด์

นายทินกฤต กล่าวว่า ตลาดเครื่องดื่มชาในประเทศไทยยังเติบโตต่อเนื่อง มีมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยเฉพาะตลาดชานมไข่มุกที่มีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท และยังขยายตัวได้ดี แม้จะมีการแข่งขันรุนแรงจากผู้เล่นทั้งไทย จีน และไต้หวัน รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 45 แบรนด์หลัก

อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าธุรกิจเครื่องดื่มยังอยู่ในกลุ่ม “Affordable Indulgence” หรือความสุขเล็ก ๆ ที่ผู้บริโภคยังพร้อมใช้จ่าย แม้เศรษฐกิจจะผันผวน เพราะเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพ ประสบการณ์ และราคาที่เข้าถึงได้

รุกต่างจังหวัด-มหาวิทยาลัย-คอมมูนิตี้มอลล์

สำหรับแผนขยายสาขา ปีนี้บริษัทจะเร่งเพิ่มสัดส่วนสาขาในต่างจังหวัด หลังปัจจุบันสาขากว่า 80% อยู่ในกรุงเทพฯ โดยเตรียมขยายไปยังจังหวัดศักยภาพ เช่น เชียงราย อุดรธานี มหาสารคาม รวมถึงเพิ่มสาขาในจังหวัดที่มีฐานลูกค้าเดิมแข็งแรง เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น จันทบุรี และระยอง

นอกจากนี้ ยังเน้นขยายทำเลเชิงลึกมากขึ้น ทั้งในมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล คอมมูนิตี้มอลล์ รวมถึงสถานีบริการน้ำมัน ผ่านความร่วมมือกับ ปตท.

เดินเกม 3 กลยุทธ์หลัก

บริษัทวางกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่

  1. ขยายสาขาต่อเนื่อง ด้วยโมเดลร้านขนาดเฉลี่ย 23 ตารางเมตร รองรับทำเลหลากหลายและเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย
  2. พัฒนาสินค้าใหม่สม่ำเสมอ โดยออกเมนูใหม่เฉลี่ยทุก 2 เดือน เพื่อสร้างความสดใหม่และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
  3. สร้างแบรนด์ผ่านประสบการณ์และการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อผลักดันให้ KAMU KAMU เป็นแบรนด์เครื่องดื่มที่มีบุคลิกทันสมัยและอยู่ในใจผู้บริโภคระยะยาว

เน้นลงทุนเอง ครองตลาดพรีเมียมแมส

ปัจจุบัน KAMU KAMU มีสาขาที่บริษัทลงทุนเองประมาณ 150 สาขา และแฟรนไชส์ 50 สาขา จากทั้งหมด 200 สาขา โดยในอนาคตยังคงเน้นการลงทุนเองเป็นหลัก

บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดชานมไข่มุกราว 10% และวางตำแหน่งแบรนด์ในระดับ “พรีเมียมแมส” ราคาเฉลี่ยต่อแก้วอยู่ที่ 80 บาท และไม่เกิน 150 บาท โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือกลุ่ม Gen Y

ด้านผลประกอบการไตรมาสแรกที่ผ่านมา ยอดขายจากสาขาเดิมเติบโต 24% มีรายได้รวม 160 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มเครื่องดื่มชามีอัตราเติบโตสูงถึง 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าการเติบโตเฉลี่ยของหมวดเครื่องดื่มรวมของแบรนด์ที่ 10%

เมนูยอดนิยมยังคงเป็นชานมไข่มุก คิดเป็นสัดส่วนยอดขาย 60% รองลงมาคือเมนูมัทฉะ โดยลูกค้ามีพฤติกรรมซื้อเฉลี่ย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลประมาณ 80 บาท

นายทินกฤต กล่าวว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบ ความพรีเมียม และประสบการณ์ในการดื่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานและคนรุ่นใหม่ ซึ่งคิดเป็นกว่า 80% ของฐานลูกค้าทั้งหมด จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่บริษัทเดินหน้ายกระดับ “ชา” ให้เป็นหัวใจหลักของแบรนด์และเป็นแกนสำคัญของการเติบโตในอนาคต

TAGS: #KAMUKAMU #ชานมไข่มุก #ตลาดชานม #GenZ