วิกฤตตะวันออกกลางสะเทือนพลังงานโลก คนไทยต้องเรียนรู้ปรับตัว และร่วมรับมือ

วิกฤตตะวันออกกลางสะเทือนพลังงานโลก คนไทยต้องเรียนรู้ปรับตัว และร่วมรับมือ
สงครามเขย่าพลังงานโลก น้ำมันแพง ดีมานด์โตผิด ค่าการกลั่นสูง เจอต้นทุนแฝงไม่ทำกำไร

ทั่วโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากปมขัดแย้งวิกฤตในตะวันออกกลาง “พลังงาน” กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ซึ่งถูกประเมินว่ามีความรุนแรงและน่ากังวลที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยอาจส่งผลกระทบรุนแรงกว่าวิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนในปี 2565 โดยเฉพาะการ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในฐานะที่เป็นผู้นำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซ

จุดวิกฤต เมื่อเส้นทางพลังงานโลกหยุดชะงัก

“ช่องแคบฮอร์มุซ” ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก รองรับการลำเลียงน้ำมันดิบ รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากประเทศผู้ผลิตหลักอย่างกาตาร์และยูเออี เมื่อเส้นทางนี้ถูกปิดลง อุปทานพลังงานจำนวนมหาศาลจึงหายไปจากตลาดในทันที ส่งผลให้เกิดภาวะ “ช็อก” ทางเศรษฐกิจ

หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ความเสี่ยงอาจลุกลามไปยังประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในภูมิภาค ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตให้รุนแรงขึ้นอีก

 ราคาพลังงานพุ่ง ดีมานด์โตผิดปกติ

ทั้งนี้ผลจากวิกฤตดังกล่าวทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ระดับราคาน้ำมันดีเซลแตะระดับ 150–160 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ราคาก๊าซ LNG พุ่งขึ้นถึง 80%  ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันมีต้นทุนแฝงเพิ่มขึ้น เช่น Crude Premium (ค่าธรรมเนียมแย่งซื้อน้ำมัน) ค่าประกันภัยและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

สำหรับประเทศไทยหนีไม่พ้นต้องเผชิญความเสี่ยงสูง เนื่องจากเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบถึง 92% และในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลางถึง 58%

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นภาครัฐและภาคพลังงานได้เร่งดำเนินมาตรการรับมืออย่างต่อเนื่อง เช่นเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมัน กระจายแหล่งนำเข้าไปยังภูมิภาคอื่น เช่น สหรัฐและบราซิล  ปรับแผนโลจิสติกส์เพื่อลดความเสี่ยงจากเส้นทางเดิม  

น้ำมันแพง ค่าการกลั่นสูงปมร้อนที่ถูกตั้งคำถาม

การที่ค่าการกลั่น (Gross Refinery Margin - GRM) ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่เกิดวิกฤต ไม่ได้หมายความว่าโรงกลั่นจะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นตามตัวเลขนั้น เนื่องจากมีปัจจัยและต้นทุนแฝงหลายประการที่ไม่ได้ถูกคำนวณรวมอยู่ในค่าการกลั่นเบื้องต้น โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตการณ์โลก

ค่าการกลั่นไม่ใช่กำไรสุทธิแต่เป็นดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพ ค่าการกลั่นคือส่วนต่างระหว่างราคาเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์น้ำมันทุกชนิดที่กลั่นได้ ลบด้วยต้นทุนราคาน้ำมันดิบ ซึ่งตัวเลขนี้มีไว้เพื่อดูว่าโรงกลั่นมีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนน้ำมันดิบเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง (เช่น ดีเซล หรือน้ำมันเจ็ท) ได้ดีเพียงใด แต่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

นอกจากนี้ยังมีต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็นในค่าการกลั่น (Hidden Costs) ในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์หรือสงคราม โรงกลั่นต้องเผชิญกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นซึ่งไม่ได้ระบุอยู่ในตารางโครงสร้างราคาปกติ ได้แก่   Crude Premium: เป็นค่าธรรมเนียมพิเศษที่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อแย่งชิงน้ำมันดิบในตลาดโลกเมื่ออุปทานขาดแคลน ซึ่งปัจจุบันอาจสูงถึง 3 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 3 บาทต่อลิตร

รวมถึงมี ค่าขนส่งและค่าประกันภัยภัยสงคราม เมื่อเส้นทางขนส่งอย่างช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยง บริษัทประกันจะเพิ่มค่าเบี้ยประกันภัยเรือและค่าระวางเรือเป็นเท่าตัว นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายคงที่ (Operating Costs): เช่น ค่าแรงงาน, ค่าไฟฟ้า, ค่าน้ำ, และค่าซ่อมบำรุงรักษาโรงกลั่น ดังนั้นความผันผวนของราคาและความเสี่ยงด้านสต็อกที่เกิดขึ้น จะสะท้อนผลกำไรขาดทุนของโรงกลั่นฯในรอบบัญชี (รายไตรมาสหรือรายปี) ไม่สามารถดูเป็นรายวันได้ เนื่องจาก โรงกลั่นต้องแบกรับความเสี่ยงหากราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงในอนาคต หลังจากที่ได้ซื้อน้ำมันดิบราคาแพงมาเก็บสำรองไว้ และ ในบางช่วง ผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจมีราคาต่ำกว่าราคาน้ำมันดิบ (เช่น เบนซินในบางสถานการณ์) ซึ่งทำให้ส่วนต่างกำไรติดลบได้

ส่วนที่มีการตั้งข้อสงสัย ตัวเลขค่าการกลั่นที่เผยแพร่โดยสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) มีอัตราที่สูงในช่วงที่น้ำมันแพงนั้น เป็นการคำนวณแบบถัวเฉลี่ยจากโรงกลั่นทั้ง 6 โรง และใช้น้ำมันดิบอ้างอิงเพียงไม่กี่ชนิด แต่ในความเป็นจริง โรงกลั่นแต่ละแห่งสั่งนำเข้าน้ำมันดิบที่แตกต่างกันหลายชนิด และมีต้นทุนรวมถึงประสิทธิภาพในการผลิต (Yield) ที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นตัวเลขรวมจึงอาจไม่สะท้อนกำไรที่แท้จริงของแต่ละโรง

แม้ตัวเลขค่าการกลั่นจะดูสูงขึ้นจากภาวะปกติ แต่เมื่อหักลบกับ Crude Premium, ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงจากการสำรองน้ำมัน กำไรที่เหลือจริงอาจจะกลับไปอยู่ในระดับปกติหรือแทบไม่เหลือเลยหากราคาน้ำมันโลกเกิดการผันผวนในภายหลัง

ปล่อยดีเซลตามกลไกตลาดเบรกกองทุนน้ำมันฯติดลบ

ที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการถูกใช้เป็นเครื่องมือในการตรึงราคาดีเซลส่งผลให้ฐานะกองทุนฯจากเดิมที่เป็นบวก กลายเป็นติดลบ ภายในระยะเวลาอันสั้น  

 

ค่าไฟมีแนวโน้มเพิ่มขี้นจากราคา LNG

สำหรับการจัดหา LNG ในยามนี้ต้องยอมรับว่ามีราคาที่สูงขึ้นและมีผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า  โดยราคานำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก  11-12  เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู มาอยู่ที่ 25 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซประมาณ 30% ซึ่งกรณีกาตาร์ประกาศเหตุสุดวิสัยไม่สามารถจัดส่งก๊าซฯให้ได้ทำให้ต้องซื้อก๊าซในตลาดจรที่แพงกว่า

 ทางออกของวิกฤตเริ่มที่ “การประหยัดพลังงาน”

ในภาวะที่โลกควบคุมไม่ได้ สิ่งที่เราควบคุมได้คือ “พฤติกรรมการใช้พลังงาน”การร่วมกันประหยัดพลังงานของประชาชน จะช่วยลดการนำเข้าพลังงานราคาแพง บรรเทาภาระกองทุนน้ำมัน ชะลอการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า และช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโดยรวม

อย่างไรก็ดีวิกฤตการปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเหตุการณ์ระดับโลกที่ส่งผลถึงชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคนแม้ภาครัฐและภาคพลังงานจะพยายามดูแลสถานการณ์อย่างเต็มที่ แต่ “ความร่วมมือจากประชาชน” คือกุญแจสำคัญในการผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน

TAGS: #วิกฤตพลังงาน #พลังงานไทย #เศรษฐกิจไทย #EnergyCrisis #ประหยัดพลังงาน