ก.อุตสาหกรรมเร่งเดินหน้าอัดฉีดสภาพคล่องช่วยเอสเอ็มอี ผ่าน SME D Bank ปล่อยสินเชื่อแล้วกว่า 9,057 ล้านบาท ภายในเดือนครึ่ง พร้อมชูไทยเป็นฮับอุตสาหกรรมสีเขียว-เทคโนโลยีขั้นสูง หลังยอดลงทุนพุ่งแรง
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เผย ภายหลังจากที่ได้มอบนโยบายการดำเนินงานกับกระทรวงอุตสาหกรรม และตรวจเยี่ยม ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) หรือ SME D Bank แล้ว ทางธพว.ได้เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.2569 ที่ผ่านมา ล่าสุดแนวทางการดำเนินงานภายใต้ 3 มิติสำคัญ เริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม สามารถช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนแล้วกว่า 9,057 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง ประมาณหนึ่งเดือนครึ่ง สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 41,481 ล้านบาท
กระทรวงอุตสาหกรรมมองว่าเอสเอ็มอีถือเป็นฐานพีระมิดของเศรษฐกิจไทย หากธุรกิจรายเล็กไม่สามารถอยู่รอดได้ เศรษฐกิจไทยก็จะขาดแรงขับเคลื่อนสำคัญ ดังนั้นจึงมอบหมายให้ SME D Bank เดินหน้าช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “ร่มที่กางแล้วไม่มีวันหุบ” พร้อมเคียงข้างเอสเอ็มอีไทยในทุกสถานการณ์
สำหรับการดำเนินงาน 3 มิติสำคัญ ประกอบด้วย 1. มิติเข้าถึงแหล่งทุน ธนาคารสามารถสนับสนุนสินเชื่อให้เอสเอ็มอีได้กว่า 9,057 ล้านบาท โดยเน้นผู้ประกอบการรายเล็ก วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาทต่อราย ผ่านผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาทต่อราย ที่ผ่อนปรนเงื่อนไข ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
สินเชื่อ SME Green Productivity วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาทต่อราย สำหรับลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และยานยนต์ EV ตลอดจน “สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME” เพื่อยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจ
2.มิติช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ได้ดำเนินมาตรการ “3 ลด” ได้แก่ ลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย และลดค่างวด ช่วยเหลือลูกหนี้แล้ว 2,668 ราย ช่วยลดภาระทางการเงิน ประคับประคองกิจการ และรักษาระดับการจ้างงาน
3.มิติยกระดับเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ธนาคารได้จัดกิจกรรม เพิ่มทักษะ (Upskill) สร้างทักษะ (Reskill) และการเรียนรู้ทักษะใหม่ (New Skill) ทั้งรูปแบบการเรียนรู้สถานที่จริง (Onsite) และออนไลน์ให้ผู้ประกอบการกว่า 3,690 ราย โดยมีผู้ประกอบการ 747 ราย สามารถลดต้นทุนการผลิตและปรับตัวสู่ธุรกิจยุคใหม่ได้หลังผ่านการพัฒนา
นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้ SME D Bank เดินหน้าสนับสนุนเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อตามนโยบายรัฐ (PSA) วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่เพียง 3% ต่อปี ในช่วง 3 ปีแรก ผ่อนชำระสูงสุด 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการยกระดับผลิตภาพ ใช้พลังงานสะอาด และก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว
“เอสเอ็มอีไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการรายเล็ก แต่คือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หากเอสเอ็มอีแข็งแรง ประเทศก็จะแข็งแรงด้วย การช่วยให้เข้าถึงทุนควบคู่กับการพัฒนา โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว จะเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต” นายวราวุธ กล่าว
นายวราวุธ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าผลการดำเนินงานของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) หลังจากที่ได้มอบนโยบายเชิงรุกในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย ว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าปลุกเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยผ่าน “ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” เห็นผลเป็นรูปธรรม ล่าสุดตัวเลขการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมพุ่งแรง รับกระแสย้ายฐานผลิตโลก หนุนไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค
ทั้งนี้ ด้วยนโยบายการพัฒนาเมืองที่มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Low Carbon City) ของ กนอ. เป็นแรงดึงดูดสำคัญให้กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดตัดสินใจเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน กนอ.ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายยกระดับนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศให้เป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักลงทุนโลกผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การจับมือธนาคารโลกดึง Green Finance สนับสนุนเอสเอ็มอีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การผลักดันตลาดคาร์บอนเครดิตมาตรฐานสากล การปฏิรูปกฎหมายลดขั้นตอนอนุญาตตั้งโรงงานให้จบภายใน 1 เดือน และการใช้ระบบตาอัจฉริยะ ตรวจสอบมลพิษสิ่งแวดล้อมตลอด 24 ชั่วโมง
โดยจากรายงานของนายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. พบว่า ณ เดือน มี.ค.2569 ภาพรวมการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยปัจจุบันประเทศไทยมีนิคมอุตสาหกรรมรวม 82 แห่ง ครอบคลุม 18 จังหวัด เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 75 แห่ง มีโรงงานเข้าประกอบกิจการกว่า 5,798 โรง มูลค่าการลงทุนสะสมสูงถึง 13.37 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในไตรมาสแรกปี 2569 ที่ทะยานกว่า 1.01 ล้านล้านบาท หรือเติบโตถึง 2.4 เท่า ถือเป็นสัญญาณบวกสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนเลือกไทยเป็นฐานผลิตหลัก
นายวราวุธ กล่าวว่า ตัวเลขการขยายตัวดังกล่าว สะท้อนถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสำเร็จในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีขั้นสูง
“กระทรวงอุตสาหกรรม จึงพร้อมผลักดัน ‘กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตแห่งประเทศไทย’ (Thailand Future Fund: TFF) เฟสใหม่ วงเงินระดมทุนกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินสำคัญในการพัฒนาโครงการเศรษฐกิจสีเขียว รองรับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพลังงานสะอาดในอนาคต เช่น ฟาร์มโซลาร์ลอยน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล”
ซึ่งทาง ผู้ว่าการ กนอ. ก็ได้รายงานด้วยว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้มีปัจจัยหลักจากการย้ายฐานผลิตของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนจากจีนและฮ่องกง ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12 ในปี 2566 เป็นกว่าร้อยละ 23 ในปัจจุบัน ซึ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและดิจิทัล สอดรับกับนโยบาย Low Carbon City ที่ดึงดูดอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง
โดยปัจจุบัน กนอ. ยังมีพื้นที่คงเหลือรองรับการลงทุนอีกกว่า 24,984 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดย กนอ. จะเร่งพัฒนา Smart Port มาบตาพุด หรือท่าเรืออัจฉริยะ ยกระดับท่าเรือด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (S-Curve) พร้อมสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป