บีโอไอมั่นใจอาเซียนยังน่าลงทุนท่ามกลางความขัดแย้งตะวันออกกลาง ชูจุดแข็งไทย 4 เสาหลักเป็นฐานลงทุนที่มั่นคง ขณะที่รอชงมาตรการรัฐบาลใหม่เคาะดึงนักลงทุน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ไม่ใช่เหตุการณ์เพียงชั่วคราวแต่จะอยู่กับระบบเศรษฐกิจโลกไปอีกนาน ซึ่งต้องยอมรับว่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนธุรกิจ ทั้งในด้านราคาพลังงาน ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงในการขาดแคลนวัตถุดิบ
สำหรับประเทศไทยแผนการรับมือและยุทธศาสตร์การลงทุน ต้องเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการดึงการลงทุน โดยวางตำแหน่งให้เป็นแหล่งลงทุนที่มีความมั่นคง ปลอดภัย และช่วยลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุนในระยะยาว ใช้จุดแข็ง 4 ด้านที่โลกต้องพึ่งพาไทย เพื่อสร้าง "ความมั่นคง" (Security) ในมิติต่างๆ ประกอบไปด้วย 1.Food Security (ความมั่นคงทางอาหาร): ใช้จุดแข็งด้านเกษตร อาหาร และความหลากหลายทางชีวภาพ
2.Energy Security (ความมั่นคงทางพลังงาน): มุ่งเน้นไปที่ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่บริษัทข้ามชาติต้องการ 3. Supply Chain Security (ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน): ไทยเป็นฐานผลิตสำคัญของโลกในหลายอุตสาหกรรม เช่น ฮาร์ดดิสก์ และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และ 4.Human Security (ความมั่นคงของมนุษย์) ความโดดเด่นด้านการแพทย์และ Wellness ซึ่งเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาค
นอกจากนี้ต้องสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ (New Industry Base) เพื่อรับมือกับต้นทุนพลังงานที่ผันผวนและความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ได้แก่กลุ่ม Bio & Clean Energy: เช่น ไบโอพลาสติก และเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ซึ่งจะมีบทบาทเมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น
กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า( EV) การผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตEVและแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน กลุ่ม Semiconductor & Advanced Electronics: ดึงบริษัทชั้นนำระดับโลกเข้ามาตั้งศูนย์ดีไซน์และทดสอบ กลุ่ม Digital & AI: ส่งเสริม Data Center และหุ่นยนต์ และกลุ่ม High Value Services: ดึงการตั้งสำนักงานภูมิภาค ศูนย์วิจัย และศูนย์จัดหาชิ้นส่วน (Sourcing)
ขณะเดียวกันต้องปรับปรุงสภาพแวดล้อมเพื่อการลงทุน (Ease of Doing Business) ลดอุปสรรคและดึงดูดนักลงทุนและบุคลากรทักษะสูง (Talent) อย่างมาตรการ Fast Pass เพื่อเร่งรัดการลงทุนโดยร่วมมือกับ 8 หน่วยงาน ลดระยะเวลาการอนุมัติอนุญาตลง 20-50% สำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมีเงื่อนไขจะต้องมีการลงทุนอย่างน้อย 20% ภายในระยะเวลา 6 เดือน
รวมถึงการปรับปรุงVISA และ Work Permit ให้สะดวกขึ้น เช่น การพิจารณายกเว้นการรายงานตัว 90 วันสำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ และการเปลี่ยนไปใช้ Work Visa แทน
“การรับมือของไทยไม่ใช่เพียงการประคองตัวจากสงคราม แต่เป็นการใช้จุดแข็งด้านความปลอดภัยและความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และบุคลากร จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจเคลื่อนย้ายการลงทุนมาไทยท่ามกลางสภาวะความผันผวนของโลก เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ในทศวรรษหน้า”
นายนฤตม์ กล่าวว่า ทางบีโอไอเตรียมเสนอรัฐบาลใหม่พิจารณาหลายเรื่องที่สำคัญ ได้แก่มาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรม EV ซึ่งจากการหารือกับ 4 สมาคมในอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เรียกร้องใน 3 เรื่องหลัก คือ การรักษาความต่อเนื่องของมาตรการสนับสนุน EV, มาตรการกระตุ้นตลาดในประเทศที่ชะลอตัวมาหลายปี และมาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศและปกป้องฐานการผลิตไทย
การเสนอร่างยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติของไทย (2026-2050) ฉบับสมบูรณ์ให้รัฐบาลใหม่เห็นชอบเพื่อเริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ โดยเน้นการสร้างระบบนิเวศและเร่งพัฒนาบุคลากรตามเป้าหมาย 80,000 คน
มาตรการด้านพลังงานสะอาด (Direct PPA): เตรียมเสนอหลักเกณฑ์การซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Direct PPA) สำหรับกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนต้องการมากแต่ยังรอความชัดเจนจากระดับนโยบาย