ยอดจดตั้งธุรกิจใหม่ยังเติบโต ต่างชาติลงทุนไทยพุ่ง 1.87 แสนล้าน

ยอดจดตั้งธุรกิจใหม่ยังเติบโต ต่างชาติลงทุนไทยพุ่ง 1.87 แสนล้าน
กรมพัฒนาธุรกิจฯเปิดสถิติครึ่งปีแรกธุรกิจจัดตั้งใหม่ทะลุ4.4 หมื่นรายสะท้อนความเชื่อมั่น ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติพุ่ง 27% โดยจีน -สหรัฐฯ -ญี่ปุ่น ครองแชมป์

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึง ผลการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมิถุนายน 2569 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,979 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM)  เดือนพฤษภาคม 2569 (7,115 ราย) เพิ่มขึ้น 864 ราย คิดเป็น 12.14% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนมิถุนายน 2568 (7,023 ราย) เพิ่มขึ้น 956 ราย คิดเป็น 13.61%

ขณะที่ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 15,231 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤษภาคม 2569 (14,629 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 602 ล้านบาท คิดเป็น 4.12% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนมิถุนายน 2568 (18,113 ล้านบาท) ลดลง 2,882 ล้านบาท คิดเป็น 15.91%

 

ทั้งนี้การจัดตั้งใหม่ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) มีจำนวน 44,773 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (43,838 ราย) เพิ่มขึ้น 935 ราย คิดเป็น 2.13%ขณะที่ทุนจดทะเบียนตั้งใหม่ครึ่งปีแรกปี 2569 สะสมอยู่ที่ 111,201 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (149,140 ล้านบาท) ลดลง 37,939 ล้านบาท คิดเป็น 25.44%

เมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) ได้แก่ 1) ธุรกิจการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต จำนวน 1,296 ราย เพิ่มขึ้น 470 ราย คิดเป็น 56.90% (YoY) ทุนจดทะเบียน 2,123 ล้านบาท 2) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร จำนวน 2,119 ราย เพิ่มขึ้น 287 ราย คิดเป็น 15.67% (YoY) ทุนจดทะเบียน 3,446 ล้านบาท และ 3) ธุรกิจร้านขายปลีกเสื้อผ้า จำนวน 499 ราย เพิ่มขึ้น 227 ราย คิดเป็น 83.46% (YoY) ทุนจดทะเบียน 696 ล้านบาท

ด้านการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนมิถุนายน 2569 มีจำนวน 1,760 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤษภาคม 2569 (1,047 ราย) เพิ่มขึ้น 713 ราย คิดเป็น 68.10% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY)  กับเดือนมิถุนายน 2568 (1,468 ราย) เพิ่มขึ้น 292 ราย คิดเป็น 19.89%

ส่วนทุนจดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 6,807 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤษภาคม 2569 (65,792 ล้านบาท) ลดลง 58,985 ล้านบาท คิดเป็น 89.65% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนมิถุนายน 2568 (10,403 ล้านบาท) ลดลง 3,596 ล้านบาท คิดเป็น 34.57%

การจดทะเบียนเลิกช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) มีจำนวน 7,024 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (6,244 ราย) เพิ่มขึ้น 780 ราย คิดเป็น 12.49%  ทุนจดทะเบียนเลิกครึ่งปีแรกปี 2569 สะสมอยู่ที่ 98,857 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (30,544 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 68,313 ล้านบาท คิดเป็น 224%

(ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569) พบว่า มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,094,850 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.39 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 1,004,558 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.81 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น บริษัทจำกัด 802,717 ราย คิดเป็น 79.91% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.81 ล้านล้านบาท

ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 200,327 ราย คิดเป็น 19.94% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,514 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.57 ล้านล้านบาท

สำหรับกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 547,518 ราย ทุนจดทะเบียน 13.94 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 328,850 ราย ทุนจดทะเบียน 2.63 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 128,190 ราย ทุนจดทะเบียน 7.24 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.50% 32.74% และ 12.76% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ

สำหรับการลงทุนของชาวต่างชาติในไทยประจำเดือนมิถุนายน 2569 และครึ่งปีแรกปี 2569  การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) เดือนมิถุนายน 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจ ในประเทศไทย 112 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 30 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 82 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 34,056 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ตามลำดับ

ทั้งนี้ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยจำนวน 640 ราย เพิ่มขึ้น 138 ราย คิดเป็น 27% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (502 ราย) โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 151 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของ คนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 489 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 187,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76,108 ล้านบาท คิดเป็น 68% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (111,506 ล้านบาท)

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) มีประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) จีน 110 ราย   คิดเป็น 17% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 35,479 ล้านบาท 2) สหรัฐอเมริกา 107 ราย คิดเป็น 17% ของธุรกิจต่างชาติ ในไทย เงินลงทุน 6,043 ล้านบาท 3) ญี่ปุ่น 87 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 44,662 ล้านบาท 4) สิงคโปร์ 83 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 37,867 ล้านบาท และ 5) ฮ่องกง 59 ราย คิดเป็น 9% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 13,088 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 194 ราย คิดเป็น 30% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 50,475ล้านบาท

ขณะที่การลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 199 ราย คิดเป็น 31%  ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 41 ราย คิดเป็น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (158 ราย) มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 83,779 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 69 ราย ลงทุน 28,983 ล้านบาท ญี่ปุ่น 28 ราย ลงทุน 22,386 ล้านบาท สิงคโปร์ 22 ราย ลงทุน 10,100 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 80 ราย ลงทุน 22,310 ล้านบาท

 

TAGS: #กรมพัฒนาธุรกิจฯเ #ธุรกิจจัดตั้งใหม่ #อีอีซี