เปิด 'คลังสมบัติแห่งชาติ' ราชวงศ์อิหร่าน ส่องเพชรสีชมพูเม็ดใหญ่ที่สุดในโลกและบัลลังก์นกยูงในตำนาน

เปิด 'คลังสมบัติแห่งชาติ' ราชวงศ์อิหร่าน ส่องเพชรสีชมพูเม็ดใหญ่ที่สุดในโลกและบัลลังก์นกยูงในตำนาน

ในกรุงเตหะราน มีสถานที่หนึ่งเรียกว่า 'คลังสมบัติแห่งชาติ'ซึ่งตั้งอยู่ภายในธนาคารกลางของอิหร่านบนถนนเฟอร์โดว์ซี 

นี่เป็นสถานที่เก็บรักษา สมบัติล้ำค่าของราชวงศ์อิหร่านราชวงศ์ต่างๆ ที่เคยปกครองประเทศก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบสาธารณรัฐอิสลามเมื่อปี ค.ศ. 1979 ในบรรดาของล้ำค่าที่เก็บรักษาไว้มีทั้งมงกุฎประดับเพชรพลอย 30 ชิ้น และเครื่องประดับผมจำนวนมาก ดาบและโล่ประดับอัญมณี 12 ชิ้น อัญมณีล้ำค่าที่ยังไม่ได้เจียระไนจำนวนหนึ่ง จานและเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารอื่นๆ ที่หล่อด้วยโลหะมีค่าและประดับด้วยอัญมณีจำนวนมาก และสิ่งของแปลกๆ อื่นๆ อีกหลายรายการ 

Photo - เพชรและมงกุฎ นูร์ ออฃ ไอน์ (Noor-ol-Ain) หรือ 'แสงแห่งดวงตา') เป็นหนึ่งในเพชรสีชมพูที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นชิ้นตรงกลางของมงกุฏที่มีชื่อเดียวกัน

สิ่งของส่วนใหญ่ในคอลเลกชันนี้ได้มาโดยราชวงศ์ซาฟาวิด ซึ่งปกครองอิหร่านตั้งแต่ปี ค.ศ. 1502 ถึง 1736 สาเหตุที่ราชวงศ์ซาฟาวิดมีสมบัติล้ำค่ามากมายก็มีสาเหตุเริ่มต้นมาจากในปี ค.ศ. 1719 ชาวอัฟกันได้บุกโจมตีอิหร่านอิหร่านและปล้นสะดมเมืองอิสฟาฮานซึ่งเป็นเมืองหลวงในขณะนั้น ทั้งยังยึดเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของอิหร่านไปเป็นของปล้น  

Photo - มงกุฎคิยานี (Kiani Crown) เป็นมงกุฎราชาภิเษกแบบดั้งเดิมในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของอิหร่าน ซึ่งสวมใส่โดยชาห์ราชวงศ์กาจาร์แห่งอิหร่าน (ค.ศ. 1789–1925) มงกุฎนี้ได้รับการออกแบบในสมัยของชาห์ราชวงศ์กาจาร์องค์แรก อาฆา โมฮัมหมัด ข่าน กาจาร์ (ครองราชย์ ค.ศ. 1789–1797) การออกแบบของมงกุฎนี้ได้มาจากมงกุฎเปอร์เซียของชาห์ราชวงศ์ซาสาเนียนโบราณ (ค.ศ. 224–651) และชาห์คิยานีในตำนานเทพปกรณัมเปอร์เซียโดยตรง (ภาพโดย Eugene de Blois/CC0)

อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 1729 หลังจากการต่อสู้ภายในเกือบสิบปี นาเดอร์ ชาห์แห่งราชวงศ์ซาฟาวิดก็ขับไล่ชาวอัฟกันออกจากอิหร่านได้สำเร็จ และในปี ค.ศ. 1738 นาเดอร์ ชาห์จึงได้เริ่มการรุกรานดินแดนของชาวอัฟกัน หลังจากยึดและปล้นสะดมเมืองกันดาฮาร์และคาบูล รวมถึงอาณาจักรต่างๆ ในอินเดียตอนเหนือ รวมถึงยังปล้นสะดมกรุงเดลี นาเดอร์ ชาห์ก็กลับมายังอิหร่านพร้อมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของเดิมที่พวกอัฟกันปล้นไป รวมถึงวัตถุมีค่าอื่นๆ อีกหลายชิ้น แต่สิ่งที่มีค่าที่สุด 4 อย่างที่ได้มาจากการพิชิตอัฟกานิสถานและอินเดียในครั้งนี้ ก็คือ 

  1. เพชรโค อิ นูร์ (Koh-i-Noor) เป็นหนึ่งในเพชรเจียระไนที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีน้ำหนัก 105.6 กะรัต  เดิมทีเพชรโค อิ นูร์ ถูกฝังอยู่ในบัลลังก์นกยูงในอินเดีย ซึ่งพระเจ้าชาห์จาฮาน แห่งอาณาจักรโมกุลในอินเดียทรงสั่งทำขึ้นในศตวรรษก่อนหน้า และถูกนาเดอร์ ชาห์ปล้นไปในระหว่างการรุกรานอินเดียในปี ค.ศ. 1738 แต่หลังจากการลอบสังหารนาเดอร์ ชาห์ในปี ค.ศ. 1747 สตรีชั้นสูงในฮาเร็มของพระองค์ได้มอบเพชรโค อิ นูร์ ให้แก่อาหมัด ชาห์ แม่ทัพของพระองค์ ซึ่งต่อมาได้ก่อตั้งจักรวรรดิดูร์รานี ในอัฟกานิสถาน และต่อมาเพชรถูกครอบครองโดยผู้ปกครองอินเดียอีกครั้ง และเมื่ออังกฤษรุกรานอินเดีย เพชรโค อิ นูร์ก็ตกอยู่ในมืออังกฤษจนถึงทุกวันนี้ 
  2. เพชรดาเรีย อิ นูร์ (Daria-i-Noor) เป็นหนึ่งในเพชรเจียระไนที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีน้ำหนักประมาณ 182 กะรัต  มีสีชมพูอ่อน ซึ่งเป็นหนึ่งในสีที่หายากที่สุดที่พบได้ในเพชร เชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในดวงตาของบัลลังก์นกยูงแห่งราชวงศ์โมกุลซึ่งนาเดอร์ ชาห์นำกลับมาอิหราาน ในรัชสมัยของนาเซอร์ อัล-ดิน ชาห์ กาจาร์ ได้มีการสร้างกรอบที่ประณีตบรรจงขึ้นจากเพชรขนาดเล็ก 457 เม็ดและทับทิม 4 เม็ด ประดับด้วยตราสัญลักษณ์ของจักรวรรดิอิหร่าน
  3. บัลลังก์นกยูง ( Peacock Throne) เป็นบัลลังก์จักรพรรดิของจักรพรรดิโมกลแห่งอินเดีย บัลลังก์นี้ตั้งชื่อตามรูปนกยูงสองตัวที่กำลังอวดหางซึ่งประดับอยู่บนหลังคา เมื่อนาเดอร์ ชาห์ถูกลอบสังหาร บัลลังก์ก็หายไป ซึ่งน่าจะถูกรื้อถอนหรือทำลายเพื่อเอาของมีค่าไปในความวุ่นวายที่เกิดขึ้น มีข่าวลือที่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าบัลลังก์ถูกมอบให้กับสุลต่านออตโตมัน หลังจากนั้น ชาห์องค์ต่อๆ มาของเปอร์เซียทรงใช้บัลลังก์นาเดรี (Naderi Throne) ซึ่งประดับประดาด้วยอัญมณี บางครั้งชาห์แห่งอิหร่านก็ยังเรียกพระองค์ว่าผู้ครอง "บัลลังก์นกยูง" แม้ของจริงจะไม่มีอยู่แล้วก็ตาม
  4. พลอยซามาริอัน สปิเนล (Samarian spinel) เป็นอัญมณีสปิเนลขนาด 500 กะรัต (100 กรัม) ซึ่งเป็นสปิเนลที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของอิหร่าน ถูกยึดมาจากอินเดียและนำไปยังอิหร่านโดยนาเดอร์ ชาห์ หลังจากการรุกรานอินเดียในศตวรรษที่ 18 พลอยสปิเนลจากสะมาเรียมีรูอยู่ตรงกลาง ตามบันทึกประจำวันของแพทย์ประจำราชสำนักของนาเซอร์ อัล-ดิน ชาห์ กาจาร์ ชาห์ตรัสกับแพทย์ว่า พลอยก้อนนี้เคยประดับอยู่ที่คอของลูกวัวทองคำ ซึ่งชาวอิสราเอลกล่าวกันว่าสร้างขึ้นในขณะที่โมเสสกำลังรับบัญญัติสิบประการ ตามที่ปรากฏเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิล ต่อมาได้มีการเพิ่มเพชรเข้าไปเพื่อปกปิดรูนั้น

Photo - เพชร ดาเรีย อิ นูร์ มีขนาด 41.40 มม. × 29.50 มม. × 12.15 มม. (1.630 นิ้ว × 1.161 นิ้ว × 0.478 นิ้ว) และมีน้ำหนักประมาณ 182 กะรัต เป็นเพชรสีชมพูที่ใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่ทราบ เดิมทีอาจจะถูกเจียระไนจากหินที่มีขนาดใหญ่กว่านี้

เครื่องราชกกุธภัณฑ์อันล้ำค่าเหล่านี้ (ยกเว้น) ยังเก็บรักษาไว้ที่ 'คลังสมบัติแห่งชาติ' และเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของอิหร่านถือว่ามีค่ามากจนยังคงถูกใช้เป็นหลักประกันเพื่อค้ำประกันค่าเงินของอิหร่าน (และถูกใช้ในลักษณะนี้โดยรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา) ในปี ค.ศ.1937 ในรัชสมัยของเรซา ชาห์ ปาห์ลาวี กรรมสิทธิ์ในคลังหลวงถูกโอนไปยังรัฐ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ถูกเก็บไว้ในตู้นิรภัยของธนาคารเมลิอิหร่าน ซึ่งถูกใช้เป็นหลักประกันเพื่อเสริมสร้างอำนาจทางการเงินของสถาบันและเพื่อค้ำประกันระบบการเงินของประเทศ 

Photo - เข็มขัดทองคำ (Golden Belt) หรือเข็มขัดราชาภิเษกของชาห์ เป็นเข็มขัดยาว 119 เซนติเมตร ประดับด้วยมรกตขนาด 176 กะรัตอันเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ยังประดับด้วยเพชรเจียระไนเหลี่ยมเพชร 60 เม็ด และเพชรเจียระไนเหลี่ยมเพชรอีก 145 เม็ด เข็มขัดนี้เก็บรักษาไว้ในคลังสมบัติแห่งชาติของอิหร่านในกรุงเตหะราน เข็มขัดนี้สร้างขึ้นตามคำสั่งของนาเซอร์ อัล-ดิน ชาห์ กาจาร์ 

เนื่องจากมีมูลค่าสูงและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมาก เครื่องราชกกุธภัณฑ์ของอิหร่านจึงถูกเก็บรักษาไว้ในห้องนิรภัยของคลังหลวงมานานหลายศตวรรษ โดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน อย่างไรก็ตาม เมื่อชาห์ปาห์ลาวีองค์แรกได้โอนกรรมสิทธิ์เครื่องราชกกุธภัณฑ์ให้แก่รัฐ พระโอรสของพระองค์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี จึงทรงมีพระราชดำรัสว่า เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่งดงามที่สุดควรนำออกมาจัดแสดงต่อสาธารณชนที่ธนาคารกลางของอิหร่าน

Photo - มงกุฎจักรพรรดินี (Empress's Crown) หรือ มงกุฎชาห์บานู เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่ใช้ในพิธีราชาภิเษกของชาห์บานูองค์ที่สามแห่งอิหร่าน (เปอร์เซีย) คือ ฟาราห์ ปาห์ลาวี มงกุฎนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในประเพณีของอิหร่าน จักรพรรดินีผู้ปกครองสองพระองค์ของราชวงศ์ซาสาเนียน คือ โบราน และ อะซาร์มิโดคต์ ในราวปี ค.ศ. 630 เป็นสองพระองค์สุดท้ายที่ได้รับการสวมมงกุฎเป็นชาห์บานู ก่อนที่ฟาราห์ ปาห์ลาวี พระมเหสีของชาห์องค์สุดท้ายของอิหร่าน โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี จะได้รับการสวมมงกุฎเป็นชาห์บานูในปี ค.ศ. 1967 ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การพิชิตเปอร์เซียของชาวมุสลิมในศตวรรษที่ 7

เมื่อการปฏิวัติอิหร่านโค่นล้มราชวงศ์ปาห์ลาวีในปี ค.ศ. 1979 มีความเกรงกันว่าในความวุ่นวายนั้น เครื่องราชกกุธภัณฑ์ของอิหร่านอาจถูกขโมยหรือขายโดยกลุ่มปฏิวัติ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วจะมีของชิ้นเล็กๆ บางชิ้นถูกขโมยและลักลอบนำข้ามพรมแดนอิหร่านไป แต่ส่วนใหญ่ของเครื่องราชกกุธภัณฑ์ยังคงอยู่ครบถ้วน เรื่องนี้ปรากฏชัดเมื่อรัฐบาลปฏิวัติภายใต้การนำของประธานาธิบดีฮาเชมี ราฟซานจานี เปิดนิทรรศการถาวรของเครื่องราชกกุธภัณฑ์อิหร่านให้ประชาชนเข้าชมอีกครั้งในทศวรรษ ค.ศ.  1990 และยังคงจัดแสดงให้ประชาชนได้ชมจนถึงปัจจุบัน  

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - มงกุฎปาห์ลาวี (Pahlavi Crown ) เป็นมงกุฎราชาภิเษกของอิหร่านที่ใช้ในสมัยราชวงศ์ปาห์ลาวี (ค.ศ. 1925–1979) ปัจจุบันมงกุฎนี้อยู่ในความครอบครองของรัฐบาลอิหร่านในฐานะเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งชาติ (ภาพโดย Kamranfarahi/CC BY-SA 3.0)
 

TAGS: #อิหร่าน #ธนาคารชาติ #สมบัติ