วันนี้ผมเห็น 'คอนเทนครีเอเตอร์' ช่องไทยรายหนึ่งใน 'แอปดำ' พยายามชี้ชวนให้คนไทยเจ้าใจผิดว่า "ทิเบตกำลังจะจบสิ้นลงแล้ว" และบอกว่าถ้าจะรีบไปเที่ยวทิเบตก็รีบไปซะ หาไม่แล้วทิเบตจะถูก "จีนกลืนชาติ"
ผมฟังแล้วได้แต่ส่ายหัว เพราะคนผู้นี้จำขี้ปากสื่อตะวันตกมาใส่สีตีไข่ให้คนไทยเข้าใจอะไรผิดๆ เกี่ยวกับทิเบตและนโยบายชนกลุ่มน้อยของจีน
การจะเข้าใจจีน ไม่ว่าการเข้าใจนั้นจะนำไปสู่การชอบหรือไม่ชอบจีน ควรจะเข้าใจผ่านข้อมูลหลายๆ ด้าน เช่น หากรับสื่อตะวันตกมาก็ควรรับข้อมูลของฝ่ายจีนด้วย
ยิ่งคุณไม่เคยไปจีนแบบดูด้วยตาใช้สองขาเดินเอง หรือไม่เคยไปทิเบตแบบเข้าถึงดินแดนชั้นในและเข้าอกเข้าใจคนท้องถิ่น ก็ไม่ควรจะโฆษณาในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้จริง
คนไทยผู้นี้รับข้อมูลมาจากสื่อตะวันตกที่ฉวยโอกาสโจมตีจีนในวันที่จีนประกาศใช้ 'กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมความสามัคคีและความก้าวหน้าของชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน' (中华人民共和国民族团结进步促进法)
สื่อตะวันตกมองว่าจีนต้องการจะกลืนชนกลุ่มน้อยให้กลายเป็น 'คนจีน' (หรือคนฮั่น) ด้วยกฎหมายนี้ และพากันโอดครวญว่าทิเบตจะสิ้นวัฒนธรรมของตัวเอง อุยกูร์จะสิ้นแผ่นดิน มองโกลจะหมดคนพูดภาษาตน ฯลฯ
แท้จริงแล้วกฎหมายฉบับนี้เน้นหนักให้ทุกชาติพันธุ์มีความเป็น 'คนชาติพันธุ์จีน' หรือ 中华民族 ซึ่งก็คือ 'คนชาติจีน' ที่ไม่ได้หมายถึงคนฮั่น จั้ง จ้วง อุยกูร์ ฯลฯ แต่หมายถึง พลเมืองของประเทศจีนไม่ว่าจะเผ่าพันธุ์ไหน
ในทำนองเพลงชาติไทยว่า "รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย" ซึ่งไม่ได้หมายถึงคนชาติพันธุ์ไทย แต่ยังมีลาวอีสาน เขมรสุรินทร์ มลายูสามจังหวัด จามบ้านครัว เวียดนามนครพนม ไตแม่ฮ่องสอน ฯลฯ ในทำนองเดียวกัน
มันแปลกตรงไหนไม่ทราบ?
ดังนั้น การโฆษณาว่า "จีนกลืนชาติ" จึงไม่ใช่ความห่วงใยของพวกตะวันตกหรอกพี่น้องคนไทย นี่คือการเล่นเกมทางการเมือง โดยพวกฝรั่งแสร้งรับบทเป็น "ผู้ปกป้อง" แล้วยัดเยียดจีนให้เป็น "ผู้ทำลาย"
อย่างเช่นทิเบต หรือที่จีนกำหนดให้เรียกว่า 'ซีจั้ง' อันเป็นชื่อทางประวัติศาสตร์ที่แท้จริงนั้น เป็นพื้นที่ 'ปกครองตนเอง' ซึ่งหมายความว่าชาติพันธุ์ท้องถิ่นมีอำนาจบริหารปกครองกันเอง มีนโยบายคุ้มครองและส่งเสริมวัฒนธรรมของตน ในขณะที่มีความรับผิดชอบในการเป็น 'ประชาชนจีน' ด้วย คือ ต้องพิทักษ์รักษาชาติจีน พูดภาษาจีนกลางได้เพื่อใช้ติดต่อกับคนพื้นที่อื่นๆ และยอมรับว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นผู้นำประเทศ
ความรับผิดชอบเหล่านี้ เป็นเรื่องบีบบังคับที่ไหน? นี่คือข้อเรียกร้องพื้นฐานสำหรับพลเมืองในประเทศหนึ่งๆ ด้วยซ้ำ
คนซีจั้งก็ยังพูดภาษาจั้ง ไปวัดของชาวจั้ง (วัดลามะ) กินอาหารของชาวจั้ง (ชัมปาและเนื้อจามรี) อยู่บ้านแบบชาวจั้ง เล่นดนตรีและเต้นรำแบบจั้ง รัฐบาลจีนไม่ได้บังคับให้เขาทำตัวแบบคนฮั่นเสียที่ไหน?
แต่พวกฝรั่งประโคมว่า การให้คนซีจั้งเรียนภาษาผู่ทงฮว่า (จีนกลาง) เท่ากับกลืนชาติพันธุ์ แบบนี้เมืองไทยไม่เลวร้ายกว่าหรือที่บังคับชนกลุ่มน้อยต่างๆ ให้พูดไทยกลางเท่านั้น?
ผมไปซีจั้งมา จะหาคนซีจั้งพูดภาษาผู่ทงฮว่าได้ยากเย็นแท้ นั่นแปลว่าทางการจีนไม่ได้บังคับให้พวกเขาเลิกพูดภาษาชนชาติตน แม้จะต้องเรียนภาษาผู่ทงฮว่าในโรงเรียนแล้วก็ตาม
คนไทยที่ไปฟังฝรั่งใส่ไคล้ก็เชื่อสนิทใจ เพราะไม่เข้าใจซีจั้งเอาเลย แม้จะคุยว่า "เคยไปเที่ยวมาแล้ว" แต่มีสักกี่คนที่เข้าใจประวัติศาสตร์ของซีจั้ง ได้คุยกับคนซีจั้งถึงความลำบากของพวกเขาก่อนการปลดปล่อยและการพัฒนาโดยรัฐ และมีกี่คนที่รู้เท่าทันว่า พวกตะวันตกพยายามทำให้ซีจั้งเป็นดินแดนโรแมนติก ซึ่งดาไลลามะเป็นดั่งเทวดาผู้ปกครองดินแดนที่ไร้ทุกข์ ผู้คนอยู่ดีมีสุขราวกับชาวฟ้าชาวสวรรค์
รู้หรือไม่ว่าก่อนการปลดปล่อยซีจั้งนั้น ซีจั้ง ซีคัง ชิงไห่ และจั้งหนาน ที่พวกแบ่งแยกดินแดนพยายามประโคมว่าเป็น Greater Tibet นั้นล้วนเป็นดินแดนที่อยู่แยกกันต่างหาก ดินแดนเหล่านี้ปกครองโดยระบบศักดินาที่ล้าหลังกว่าจงหยวนหรือจีนภาคกลางเสียอีก เพราะมีระบบทาสและไพร่ติดที่ดินวัดและชนชั้นสูง มีการลงโทษทาสและไพร่อย่างโหดเหี้ยมโดยวัดและวัง ในขณะที่ชนชั้นสูงที่เป็นสงฆ์และศักดินาอยู่กันอย่างหรูหรา คนธรรมดาแทบจะอยู่ในซีจั้งกับราวกับนรกบนดิน
คนไทยนั้นรู้เรื่องซีจั้งอันสวยหรูผ่านหนังสือชีวประวัติของ' ชาวทิเบตพลัดถิ่น' ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกชนชั้นสูงทั้งสิ้น และเป็นพวกเสียผลประโยชน์เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้ามาปลดปล่อยซีจั้ง ส่วนพวกทาสและไพร่นั้นออกมาต้อนรับขับสู้เอาเลย
และโปรดเข้าใจว่า ในซีจั้งยุคศักดินามีการทำสงครามระหว่างนิกายพุทธศาสนาอย่างรุนแรง ทั้งเพราะขัดแย้งเรื่องคำสอนและทั้งเป็นการแย่งอำนาจกัน โดยเฉพาะความขัดเแย้งระหว่างดาไลลามะผู้ปกครอง 'อือชัง' หรือซีจั้งตอนกลาง กับผู้นำศาสนานิกายอื่นในเขตคัมหรือซีคัง ที่รบรากันรุนแรงถึงขั้นฆ่า คุมขัง และตัดอวัยวะฝ่ายตรงข้ามอย่าทารุณ
เฉพาะกรณีของดาไลลามะองค์ที่ 13 แห่งนิกายเกลุกในอือชัง กับนอรา รินโปเช แห่งนิกายญิงมาในคัม เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงความรุนแรงไม่รู้จบนี้ เพราะดาไลลามะต้องการ "ประกาศอิสรภาพจากจีน" หลังจากในแผ่นดินจีนเกิดความวุ่นวายตามมาจากการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิง ถึงขั้นดาไลลามะไปขอความช่วยเหลือจากพวกอังกฤษ ขณะที่นอรา รินโปเชภักดีกับจีนและร่วมมือกับกองทัพสาธารณรัฐจีนในการรักษาคัมหรือซีคังไว้เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน
ผลก็คือ นอรา รินโปเชถูกจับกุมคุมขังไว้ที่ลาซา ญาติของท่านถูกตัดจมูกและตัดอวัยวะจนพิการเพื่อเป็นลงโทษเพราะเป็นฝ่ายแพ้ต่อดาไลลามะ
ต่อมานอรา รินโปเช ยอมรับอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและพรรคฯ ก็ให้เกียรติท่านด้วยดี ให้เป็นผู้ปกครองท้องถิ่น นี่คือตัวอย่างแรกๆ ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการให้อำนาจชนชาติท้องถิ่นปกครองตนเอง
ตราบจนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์สามารถปลดปล่อยซีจั้งได้สำเร็จ ขับไล่พวกต้องการเอกราชให้ออกไปจากดินแดน จนกลายเป็น 'ชาวทิเบตพลัดถิ่น'
นี่เป็นประวัติย่อเท่านั้น ผมสงสัยว่าคนไทยกี่มากน้อยรู้เส้นสนกลในของซีจั้งขนาดนี้บ้าง นี่เป็นแค่ความซับซ้อนเล็กน้อยเท่านั้น เพราะมีก๊กมีเหล่าที่รบรากันอีกมากมาย อีกทั้งการบริหารซีจั้งโดยรัฐบาลกลางจีนมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวนแล้ว ซึ่งหมายความว่าจีนปกครองซีจั้งอย่างเป็นระบบผ่านส่วนกลางมาตั้งแต่ร่วมสมัยยุคสุโขทัย
คนไทยกี่คนทราบเรื่องนี้บ้าง?
คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก 'ทิเบต' ผ่านสื่อตะวันตกทั้งสิ้น โดยตะวันตกเองไม่ได้รักถนอมทิเบตหรือซีจั้งอย่างจริงใจเลย แต่มีวาระซ่อนเร้นที่ต้องการสร้างภาพจีนเป็นผู้ร้ายและทิเบตเป็นเหยื่อ เพื่อให้ชาวโลกเห็นว่าจีนเป็นผู้รุกราน ทั้งๆ ที่ 'จงหยวน' (จีนส่วนฮั่น) กับ 'ถู่ปัว' (จีนส่วนทิเบต) เกี่ยวดองกันมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง และถู่ปัวหรือทิเบตกลายเป็นส่วนหนึ่งของจีนตั้งแต่สมัยหยวนเป็นต้นมา
สื่อตะวันตกไม่ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้หรอก เพราะมันไม่ใช่วาระที่พวกเขาต้องการจะตอกย้ำ
ที่ผมเล่าอะไรยืดยาวขนาดนี้ก็เพื่อทำลายมายาคติผิดๆ ของคนไทยเกี่ยวกับทิเบตหรือซีจั้ง ว่าอย่าคิดว่าทิเบตเป็นเอกราช เอกราชทิเบตไม่มีอยู่จริง ทิเบตอาจจะเคยมี 'เอกราช' ช่วงสั้นๆ คือระหว่างดาไลลามะที่ 13 และ 14 เพียงไม่กี่ปีแต่นั่นเป็นเพราะส่วนกลางของจีนเกิดความวุ่นวายเพราะสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคจีนคณะชาติหรือก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ถึงจะรบกัน ทั้งก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์ก็ยังประกาศว่าซีจั้งหรือซีคังเป็นดินแดนของจีน และดาไลลามะรวมถึงลามะที่ปกครองวัดและท้องถิ่นต่างๆ จะต้องได้รับการรับรองจากรัฐบาลที่หนานจิง (ก๊กมินตั๋ง)
ดาไลลามะที่ 14 นั้นเกิดในดินแดนขุนศึกที่ชิงไห่ ยังต้องได้รับการรับรองจากรัฐบาลท้องถิ่นนั้นด้วยซ้ำ นี่แสดงว่าทิเบตไม่เคยมีเอกราชเอาเลย เพราะต้องรับสัญญาบัตรจากรัฐบาลกลางหรือท้องถิ่นของประเทศจีนทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนผู้นำ
ผมอธิบายคร่าวๆ แค่นี้ หวังว่าพี่น้องชาวไทยจะเริ่มหูตาสว่างกันขึ้นมาบ้าง
ไปเชื่อฝรั่งว่าจีนยึดทิเบต จีนยึดซินเจียง และจะกลืนชาติพวกนั้นพวกนี้ เป็นการเชื่อที่ไม่รู้จักพินิจพิเคราะห์ กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้พวกนั้นโดยไม่รู้ตัว
'กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมความสามัคคีและความก้าวหน้าของชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน' นั้น มีสาระสำคัญอยู่ที่ ชาติพันธุ์ต่างๆ ก็ยังเป็นชาติพันธุ์ดังเดิม เพียงแต่ให้ตระหนักถึงความเป็น 'คนชาติพันธุ์จีน' (中华民族) ให้แน่นหนักขึ้น เพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ เมื่อตระหนักว่าตนเป็น 'รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อจีน' ชาติพันธุ์ต่างๆ ก็จะไม่เห็นแก่เขตปกครองตนเองหรือชนชาติตนเอง แต่จะร่วมมือกันพัฒนาชาติอย่างเป็นน่้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ไม่ใช่ว่าข้าเป็นทิเบต ข้าเป็นอุยกูร์ ข้าเป็นมองโกล จ้วง ไต หุยหุย ฮั่น ฯลน แล้วจะเห็นแก่ชนชาติตนเองเท่านั้น
นี่คือการสร้างสมดุลระหว่างการให้อำนาจปกครองตนเอง รักษาวัฒนธรรมตนเอง และยังย้ำว่าทุกเผ่าพันธุ์ล้วนแต่เป็นคนชาติเดียวกัน
แบบนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมด้วยซ้ำ แต่พวกตะวันตกกลับบิดเบี้ยวข้อมูลเพื่อทำให้โลกเห็นว่าจีนพยายามล้างเผ่าพันธุ์และกลืนชาติ
จะกลืนไหวหรือครับ? ผมจะขอแบ่งปันข้อสังเกตของผมเองจากการเข้านอกออกในมณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นมณฑลที่มีชาติพันธุ์มากที่สุดในจีน หากจะกลืนชาติต่างๆ แล้ว จีนก็สามารถทำที่ยูนนานได้ที่แรก แต่จีนหาทำไม่ เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะบังคับให้คนเผ่าหนึ่งๆ ลืมรากเหง้าตนเอง หากคิดจะทำแบบนั้นจริงต้องใช้เวลาหลายศตวรรษกว่าจะสำเร็จ การทำแบบนั้นจะกินเวลาและงบประมาณมหาศาล ไม่ต้องถามเลยว่าระดับความคุ้มค่าและระดับสติปัญญาอยู่ระดับไหนแค่ไหนหากคิดจะทำแบบนั้น
ตรงกันข้าม ยูนนานก็ยังเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยชนชาติพันธุ์ต่างๆ มากมาย เต็มไปด้วยเขตและจังหวัดปกครองตนเองยิ่งกว่าที่ไหนๆ และนับวันอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ที่นั่นยิ่งได้รับการส่งเสริม เพราะมันกลายเป็นสิ่งที่ขายได้ให้กับผู้มาเยือนจากมณฑลต่างๆ
เช่นกัน ซีจั้งที่กว้างใหญ่กว่ายูนนานเป็นสิบเท่า ก็จะไม่มีวันถูกกลืนได้สำเร็จ ซินเจียงที่ใหญ่พอๆ กันด้วย เช่นเดียวกับมองโกเลียใน กว่างซีจ้วง และอื่นๆ ก็ยากที่จะกลืนชนชาติแบบที่พวกฝรั่ง "เป็นห่วง"
ทั้งหมดนี้ หากคนไทยเข้าใจความเป็นไปในจีนเรื่องชาติพันธุ์ เรื่องประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ นโยบายของรัฐ และการโฆษณาชวนเชื่อของตะวันตก ก็จะไม่ถูกหลอกง่ายๆ
ผมนั้นไปซีจั้งมาแล้ว ไม่ใช่ไปเที่ยว แต่ไปสังเกตความเป็นไปของผู้คน การศึกษา และการพัฒนา ซีจั้งเป็นดินแดนที่ยากจนที่สุดของจีน นั่นเพราะเป็นดินแดนสูงเสียดฟ้าและเดินทางยากลำบากเพราะมีแต่ภูเขา คนท้องถิ่นบางคนเล่าว่าหากจะเดินทางมายังโรงพยาบาลต้องใช้เวลานานถึง 5 วัน คนบางคนเคยเป็นเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์บอกว่าต้องเดินทางเป็นวันๆ เพื่อมาโรงเรียนเรียนหนังสือ
จนกระทั่งรัฐจัดที่ทำการให้เป็นกลุ่มและจัดระบบที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ความลำบากเช่นนั้นก็เริ่มหมดไป แต่คนภายนอกกลับโวยวายว่า "นี่เป็นการทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนทิเบต" และเป็นการทำลายวัฒนธรรมของพวกเขา
ผมถามคำหนึ่งครับ ถ้าเป็นคุณที่ต้องใช้วิถีชีวิตเร่ร่อนล่าสัตว์ในป่าเหมือนเดิม แล้วพ่อแม่ล้มป่วยจนต้องเดินข้ามภูเขาหิมาลัยมาห้าวันเพื่อมาโรงพยาบาล คุณจะทนชีวิตแบบนี้ได้สักกี่น้ำ?
การอ้างว่า "รักษาทิเบตแบบดั้งเดิม" คือการ Romanticization of Tibet ที่พวกฝรั่งชอบทำ โดยหารู้ไม่ว่าคนซีจั้งนั้นลำบากและยากจนข้นแค้นไหนกับวิถีชีวิตแบบเดิมๆ
หากรัฐบาลท้องถิ่นไม่บริหารการพัฒนาและรัฐบาลกลางไม่กำหนดทิศทางนโยบาย ชีวิตของคนซีจั้งก็จะอยู่เหมือนคนเถื่อนแต่ไปแบบนี้เรื่อยๆ โดยที่คนนอกเอาแต่เพ้อว่า "มันช่างสวยงามนัก"
แต่คนที่ใช้ชีวิตจริงๆ ได้แต่ถอนหายใจด้วยความสิ้นหวัง
ป.ล.
ผมจะขอทิ้งท้ายถ้อยแถลงตอบโต้ข้อกล่าวหาจากองค์กรต่างประเทศที่ว่า 'กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมความสามัคคีและความก้าวหน้าของชาติ' ที่จีนบังคับใช้นั้นมีเจตนาที่จะ "กลืนชาติชนกลุ่มน้อย" ผู้ตอบโต้ คือ บายัน ชิลากู (巴音朝鲁) ชนชาติมองโกล ผู้เป็นสมาชิกคณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติและประธานคณะกรรมการกิจการชาติพันธุ์แห่งสภาประชาชนแห่งชาติ กล่าวว่า นับตั้งแต่มีการผ่านกฎหมายฉบับนี้ กฎหมายดังกล่าวได้รับการยอมรับและสนับสนุนอย่างสูงจากประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม สถาบันตะวันตกบางแห่งและกองกำลังต่างชาติบางแห่งยังคงใส่ร้ายป้ายสีสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของจีนในประเด็นชาติพันธุ์ เผยแพร่ความเข้าใจผิด และแสดงความไม่รู้และความอคติต่อจีน คำแถลงที่ออกโดยองค์กรที่เกี่ยวข้องนั้นเพิกเฉยต่อความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชนกลุ่มน้อยและงานด้านชาติพันธุ์ของประเทศข้าพเจ้า และกล่าวหาและแทรกแซงนโยบายชาติพันธุ์และหลักนิติธรรมของจีนโดยไม่มีเหตุผล นี่เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างโจ่งแจ้ง และเราขอคัดค้านและต่อต้านอย่างเด็ดขาด
"ในที่นี้ผมขอยกตัวอย่างสองกรณี กรณีแรกคือด้านเศรษฐกิจ อำเภอที่ยากจนทั้ง 420 แห่งในเขตปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อยทั่วประเทศ และประชาชนยากจน 31.21 ล้านคนใน 5 เขตปกครองตนเอง รวมถึงมณฑลกุ้ยโจว ยูนนาน และชิงไห่ ได้รับการยกระดับฐานะจากความยากจนตามกำหนดเวลา ชนกลุ่มน้อยและเขตปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อยได้บรรลุสังคมที่เจริญรุ่งเรืองในระดับปานกลางในทุกด้าน เช่นเดียวกับส่วนอื่นๆ ของประเทศ ในการต่อสู้กับความยากจนและการสร้างสังคมที่เจริญรุ่งเรืองในระดับปานกลางนั้น ไม่มีชนกลุ่มน้อยใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ปัจจุบัน ในการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยตามแบบจีน หลักการเดียวกันนี้ก็ยังคงใช้ได้ คือ ไม่มีชนกลุ่มน้อยใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ประเทศหรือพรรคการเมืองใดจะสามารถบรรลุความสำเร็จเช่นนี้ได้บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริการสาธารณะขั้นพื้นฐานและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การศึกษา การดูแลสุขภาพ การขนส่ง และน้ำประปาและไฟฟ้าในเขตปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อยนั้นมีความครอบคลุมมากกว่า แม้แต่พื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ชายแดนก็ยังมีเครือข่ายข้อมูล ความสำเร็จเหล่านี้เป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคน ทุกคนควรออกไปดูด้วยตัวเอง การได้เห็นด้วยตาตัวเองคือการเชื่อ และเราควรตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง"
"ตัวอย่างเช่น ในแง่ของวัฒนธรรม ประเทศจีนได้ลงทุนเงินจำนวนมากเพื่อปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมจำนวนมาก เช่น พระราชวังโปตาลา วัดโจคัง และวังนอร์บูลิงกา ประเทศจีนได้แปล รวบรวม และตีพิมพ์หนังสือโบราณ เช่น คาทัดกู บิลลิก (Kutadgu Bilig หรือ《福乐智慧》ซึ่งเป็นวรรณกรรมโบราณของชาวคีร์กีซที่เขียนขึ้นในเมืองคัชการ์ ในซินเจียง) และ "พจนานุกรมภาษาเตอร์กิกฉบับสมบูรณ์" (Dīwān Lughāt al-Turk หรือ《突厥语大辞典》) ซึ่งกำลังจะสูญหายไปในภาษาจีนและอุยกูร์ นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการช่วยเหลือ ปกป้อง และบูรณะโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมอันล้ำค่ามากกว่า 3,000 ชิ้น จากโครงการของจีน 45 โครงการที่อยู่ในรายชื่อมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก มากกว่าหนึ่งในสามเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อย ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ยังพิสูจน์ได้อย่างเต็มที่ว่าแนวทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาชาติพันธุ์ที่มีลักษณะเฉพาะของจีนนั้นถูกต้องอย่างสมบูรณ์"
สรุปก็คือ ในขณะที่ชาติตะวันตกพยายามจะ "ดอง" ดินแดนชาติพันธุ์ของจีนให้ "งดงามแบบโบราณ" เอาไว้ด้วยความโรแมนติก แต่ทางการจีนกลับเห็นว่าการ "ดอง" วิถีเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมของชาติพันธุ์ต่างๆ คือการทำให้พวกเขาติดอยู่กับความยากจนและล้าหลัง แต่จีนก็ไม่ได้ทำลายวัฒนธรรมของท้องถิ่น ตรงกันข้ามกลับลงทุนมหาศาลเพื่อพัฒนา และปกป้องวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ต่างๆ โดยไม่ได้ "ดอง" ให้ย่ำอยู่กับที่แล้วชีวิตยากแค้นเหมือนเดิม
ในขณะที่ชาติตะวันตกอ้างว่า จีนละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยป้ายสีเรื่องการกลืนเชื้อชาติ แต่จีนกลับมองว่า การแก้ปัญหาสิทธิมุนษยชนขั้นพื้นฐานที่สุด คือการนำพาประชาชนทุกหมู่เหล่าให้พ้นจากความยากจน เพราะการกินดีอยู่ดี คือสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของการเป็นมนุษย์และพลเมืองของประเทศๆ หนึ่ง
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ภาพถ่ายนี้ถ่ายระหว่างการทัวร์สื่อมวลชนที่จัดโดยรัฐบาลในเมืองลาซา เขตปกครองตนเองทิเบตตอนกลางของจีน เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2021 แสดงให้เห็นพระหนุ่มกำลังศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยพุทธศาสนาเขตปกครองตนเองทิเบต (Photo by Hector RETAMAL / AFP)