เทคโนโลยีต้องรับใช้มนุษยชาติ ไม่ใช่บั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์: บทวิเคราะห์จุดยืนสมเด็จพระสันตะปาปาต่อ AI 

เทคโนโลยีต้องรับใช้มนุษยชาติ ไม่ใช่บั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์: บทวิเคราะห์จุดยืนสมเด็จพระสันตะปาปาต่อ AI 
สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอทรงเตือนถึงความเสี่ยงของปัญญาประดิษฐ์ต่อมนุษยชาติในพระราชหัตถเลขาเวียนฉบับแรกของพระองค์

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เพิ่งประกาศว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นหนึ่งในความท้าทายทางศีลธรรมที่สำคัญที่สุดในยุคของเรา ในพระราชหัตถเลขาเวียน (Encyclical) ฉบับแรกของพระองค์ ซึ่งเป็นจดหมายอย่างเป็นทางการที่มุ่งชี้นำความคิดทางศีลธรรม สังคม และศาสนศาสตร์ มีชื่อว่า Magnifica Humanitas (มนุษยชาติอันยิ่งใหญ่) โดยให้เหตุผลว่าเทคโนโลยีต้องรับใช้มนุษยชาติ ไม่ใช่รวมอำนาจหรือบั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

พระองค์ทรงเผยพระราชหัตถเลขาเวียนนี้ที่วาติกันพร้อมกับคริสโตเฟอร์ โอลาห์ ผู้พัฒนา AI ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Anthropic ซึ่งยอมรับว่าบริษัทอย่างของเขาต้องการการชี้นำทางศีลธรรมเพื่อป้องกัน “แรงจูงใจและข้อจำกัดที่บางครั้งอาจขัดแย้งกับการทำสิ่งที่ถูกต้อง” ตามรายงานของ New York Times

“เทคโนโลยีไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือ” พระราชหัตถเลขาเวียนฉบับเปิดผนึกความยาวประมาณ 42,300 คำระบุ “เมื่อมันกลายเป็นมาตรฐานที่ใช้ตัดสินทุกสิ่ง มันจะเริ่มกำหนดว่าอะไรสำคัญและอะไรที่ควรทิ้งไป ลดทอนการสร้างสรรค์ให้เป็นเพียงวัตถุแห่งการแสวงหาประโยชน์ และลดทอนมนุษย์ให้เป็นเพียงฟันเฟืองในระบบที่ขับเคลื่อนไปสู่ประสิทธิภาพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ”

พระราชหัตถเลขาเวียนดังกล่าวเตือนว่าปัญญาประดิษฐ์นั้นไม่เคยเป็นกลางอย่างแท้จริง แต่ “จะรับเอาลักษณะเฉพาะของผู้ที่คิดค้น ให้ทุน ควบคุม และใช้งานมัน” และเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลด้านจริยธรรม ความยุติธรรมทางสังคม การคุ้มครองแรงงาน การปกครองที่รับผิดชอบ และสันติภาพ

สงครามที่ทำโดยสมองจักรกล
พระราชหัตถเลขาเวียนฉบับนี้วิพากษ์วิจารณ์การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในสงคราม โดยเรียกร้องให้มีการกำหนด “ข้อจำกัดทางจริยธรรมที่เข้มงวดที่สุด” สำหรับอาวุธที่พัฒนาโดยใช้ AI

ขณะที่รัฐบาลลงทุนอย่างหนักในเทคโนโลยีทางทหารอัตโนมัติและระบบป้องกันประเทศที่ใช้ AI ช่วยเหลือ “ความสะดวกที่เพิ่มขึ้น” ในการใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้สงครามมีโอกาสเกิดขึ้นมากขึ้นและ “ควบคุมโดยมนุษย์ได้น้อยลง” พระราชหัตถเลขาเวียนเตือนว่าสิ่งนี้ “ละเมิดหลักการที่ว่าควรใช้กำลังติดอาวุธเป็นทางเลือกสุดท้ายในกรณีของการป้องกันตนเองที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น”

พระราชหัตถเลขาเวียนยังวิพากษ์วิจารณ์การกระจุกตัวของอำนาจทางเทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้น และระบบที่ลดทอนคุณค่าของมนุษย์ให้เหลือเพียงข้อมูลหรือฟังก์ชันทางเศรษฐกิจ สารัตถะส่งเสริมสิ่งที่เรียกว่า “อารยธรรมแห่งความรัก” ซึ่งเน้นที่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความสามัคคี ความจริง ความเห็นอกเห็นใจ และประโยชน์ส่วนรวม

คำตอบของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอต่อการปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์นั้นจงใจอ้างอิงถึงคำตอบของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 13 ผู้เป็นองค์ก่อน ต่อปัญหาของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในสารานุกรม Rerum Novarum (“ว่าด้วยสิ่งใหม่”) ในปี 1891 แม้ว่าพระราชหัตถเลขาเวียนที่ชื่อ Magnifica Humanitas จะออกเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2026 แต่ในเชิงสัญลักษณ์แล้วระบุวันที่ 15 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่ของสารานุกรม Rerum Novarum ทำการเผยแพร่

จากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมสู่ยุคปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์
พระราชหัตถเลขาเวียนของพระสันตะปาปาไม่ใช่แถลงการณ์ธรรมดาของพระสันตะปาปา ตามธรรมเนียมแล้วจะส่งถึงบรรดาบิชอปและโลกคาทอลิกในวงกว้าง และเป็นหนึ่งในเอกสารคำสอนที่มีอำนาจสูงสุดของศาสนจักรคาทอลิก

พระสันตะปาปาไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองโดยตรงเหมือนในศตวรรษที่ 19 อีกต่อไปแล้ว แต่คำสอนของพระสันตะปาปายังคงมีน้ำหนักทางศีลธรรมในเครือข่ายคาทอลิกทั่วโลก ทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย องค์กรการกุศล โรงพยาบาล และองค์กรชุมชน

สำนักวาติกันไม่สามารถควบคุมปัญญาประดิษฐ์ได้ ไม่สามารถกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย ควบคุมศูนย์ข้อมูล หรือบังคับให้บริษัทต่างๆ เปิดเผยวิธีการทำงานของระบบได้ แต่สามารถช่วยกำหนดเงื่อนไขทางศีลธรรมของการถกเถียงได้ กว่าหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา คำสอนทางสังคมของคาทอลิกมีอิทธิพลต่อการโต้แย้งสาธารณะเกี่ยวกับงาน ความไม่เท่าเทียม ความยากจน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และขีดจำกัดทางจริยธรรมของอำนาจทางเศรษฐกิจ

แม้ว่าพระสันตะปาปาจะออกพระราชหัตถเลขาเวียนมานานก่อนยุคสมัยใหม่ แต่พระราชหัตถเลขาเวียนที่ชื่อ Rerum Novarum ทำให้พระราชหัตถเลขาเวียนทางสังคมมีอิทธิพลไปทั่วโลก

พระราชหัตถเลขาเวียนดังกล่าว (ซึ่งออกมาในยุคทุนนิยมเติบใหญ่)ได้กล่าวถึงสภาพการทำงานที่เอารัดเอาเปรียบ ความไม่เท่าเทียมที่เพิ่มขึ้น และความขัดแย้งระหว่างคนงานและนายจ้าง สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 13 ทรงปกป้องสิทธิของคนงานและทรงแย้งว่าความมั่งคั่งมาพร้อมกับความรับผิดชอบทางสังคม พระองค์ทรงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งระบบทุนนิยมที่ไร้การควบคุมและลัทธิสังคมนิยมปฏิวัติ

เอกสารฉบับนี้มีอิทธิพลต่อการถกเถียงเรื่องสิทธิแรงงานและความยุติธรรมทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวางนอกเหนือจากศาสนจักร ในออสเตรเลียในปี 1907 ผู้พิพากษา H.B. Higgins ได้นำเอาสาระสำคัญของ Rerum Novarum มาใช้ในการกำหนดหลักการค่าจ้างที่เป็นธรรม

พระราชหัตถเลขาเวียนของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 พยายามที่จะทำในสิ่งที่ Rerum Novarum ทำให้กับยุคอุตสาหกรรม แต่สำหรับยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) นั่นคือ การให้กรอบทางศีลธรรมสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน อำนาจ และความสัมพันธ์ของมนุษย์

ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในยุคของอัลกอริทึม
สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงกล่าวว่า สิทธิมนุษยชนไม่ได้ถูกมอบให้โดยรัฐบาลหรือบริษัทต่างๆ แต่เกิดขึ้นจากศักดิ์ศรีที่แท้จริงของแต่ละบุคคล เทคโนโลยีควรรับใช้มนุษยชาติมากกว่าที่จะลดทอนผู้คนให้เหลือเพียงข้อมูล หน่วยทางเศรษฐกิจ หรือปัญหาการหาค่าที่เหมาะสมที่สุด

พระองค์ทรงต่อยอดจากคำวิจารณ์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเกี่ยวกับ “แนวโน้มที่จะปล่อยให้ตรรกะของประสิทธิภาพ การควบคุม และผลกำไรเพียงอย่างเดียวมากำหนดการตัดสินใจส่วนบุคคล สังคม และเศรษฐกิจ” ในพระราชหัตถเลขาเวียนปี 2015 ซึ่งได้เตือนถึงความเสี่ยงของเทคโนโลยีเช่นกัน

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงกล่าวว่า ความรับผิดชอบทางศีลธรรมไม่สามารถถ่ายโอนไปยังระบบอัตโนมัติ (ที่ทำกงานโดยปัญญาประดิษฐ์และอัลกอริทึม) ได้ ไม่ว่าระบบเหล่านั้นจะมีความซับซ้อนเพียงใดก็ตาม พระองค์ยังทรงปฏิเสธแนวคิดทรานส์ฮิวแมนิสต์ที่ว่าข้อจำกัดของมนุษย์ควรถูกเอาชนะด้วยเทคโนโลยี โดยทรงกล่าวว่า ความเปราะบาง การพึ่งพา และความไม่สมบูรณ์แบบเป็นสิ่งจำเป็นของความเป็นมนุษย์ ความสัมพันธ์ การดูแล ความสามัคคี และความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่จุดอ่อน “มนุษยชาติเจริญรุ่งเรืองไม่ใช่เพราะปราศจากข้อจำกัด แต่บ่อยครั้งเกิดขึ้นผ่านข้อจำกัดเหล่านั้น” (หมายเหตุ - Transhumanism คือขบวนการทางปรัชญาที่สนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์โดยการพัฒนาและทำให้เทคโนโลยีใหม่ๆ และเทคโนโลยีในอนาคตเป็นที่แพร่หลาย เพื่อเพิ่มอายุยืนยาว ความสามารถทางปัญญา และความเป็นอยู่ที่ดี) 

ตลอดทั้งพระราชหัตถเลขาเวียนนี้ มีการเปรียบเทียบระหว่าง “วัฒนธรรมแห่งอำนาจ” กับ “อารยธรรมแห่งความรัก” อย่างชัดเจน วัฒนธรรมแห่งอำนาจมองเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือในการครอบงำและควบคุม ในขณะที่อารยธรรมแห่งความรักให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความยุติธรรม และการดูแลเอาใจใส่เป็นศูนย์กลางของชีวิตทางสังคม

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ
ความสำคัญของ Magnifica Humanitas อยู่ที่ความสามารถในการกำหนดทิศทางการสนทนาสาธารณะและจินตนาการทางศีลธรรม กรอบศีลธรรมมีความสำคัญ พวกมันมีอิทธิพลต่อสิ่งที่สังคมหวาดกลัว สิ่งที่พวกเขายอมรับ สิ่งที่พวกเขาปกป้อง และสิ่งที่พวกเขาปฏิเสธที่จะเสียสละ

รัฐบาลกำลังลงทุนในศักยภาพของ AI ในขณะที่ยังคงพัฒนากรอบการทำงานเพื่อความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการใช้งานอย่างปลอดภัย ธุรกิจต่างๆ กำลังนำเครื่องมือ AI มาใช้อย่างรวดเร็ว โรงเรียนและมหาวิทยาลัยกำลังทบทวนการประเมิน การสร้างสรรค์ผลงาน และการเรียนรู้ พนักงานถูกขอให้ปรับตัวเข้ากับระบบที่พวกเขาไม่ได้ออกแบบและมักไม่สามารถโต้แย้งได้ และพลเมืองถูกปกครอง ประเมิน และกำหนดเป้าหมายโดยระบบอัตโนมัติที่พวกเขาอาจไม่เคยเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ

การแทรกแซงของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เตือนเราว่าคำถามสำคัญไม่ใช่ว่า AI จะทรงพลังหรือไม่ เพราะมันทรงพลังอยู่แล้ว คำถามคือว่าพลังนั้นจะอยู่ภายใต้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือไม่

อนาคตของ AI จะไม่ถูกตัดสินเพียงแค่ในห้องปฏิบัติการ ห้องประชุม หรือรัฐสภาเท่านั้น แต่จะถูกตัดสินโดยขีดจำกัดทางศีลธรรมที่สังคมเต็มใจที่จะกำหนดด้วย สารัตถะของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เป็นความพยายามที่จะกำหนดขอบเขตเหล่านั้น

บทความโดย 

  • นิอูชา ชาฟิอาบาดี (Niusha Shafiabady) ศาสตราจารย์ด้านปัญญาประดิษฐ์เชิงคำนวณ มหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งออสเตรเลีย
  • ดาริอุส ฟอน กุตต์เนอร์ สปอร์ซินสกี (Darius von Guttner Sporzynski) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งออสเตรเลีย
  • แซนดี คอร์นิช (Sandie Cornish) อาจารย์อาวุโส สาขาวิชาเทววิทยา มหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งออสเตรเลีย
  • เผยแพร่ใน The Conversation (Creative Commons licence) ในชื่อบทความ Pope Leo warns of AI’s risks to humanity in his first encyclical

Photo - ภาพถ่ายนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 และเผยแพร่เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2025 โดยสื่อวาติกัน แสดงให้เห็นสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงลงพระนามในพระราชหัตถเลขาเวียนฉบับแรก “Magnifica Humanitas” ซึ่งเน้นเรื่องการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ณ นครวาติกัน (Photo by Handout / VATICAN MEDIA / AFP)

TAGS: #สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ #AI