การหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วเพราะการปะทะที่มีเหตุปัจจัยเฉพาะหน้าแบบนี้ไม่มีทางยืดเยื้อไปตลอดกาล
แต่โปรดอย่าลืมว่า 'ความขัดแย้ง' ระหว่างสองประเทศไม่ได้มีแค่ 'สงครามในรูปแบบ' หรือ 'สงครามตามขนบ' (Conventional warfare) ที่รบกันตามชายแดน แต่ยังมี 'สงครามนอกรูปแบบ' ไม่ว่าจะเป็นสงครามลูกผสม สงครามข้อมูลข่าวสาร และยังมีการหักหาญกันอีกมากมายในลักษณะที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ทันสังเกต
การกระทบกระทั่งกันพวกนี้ผมเห็นว่าฝ่ายไทยไม่ได้ริเริ่ม แต่ฝ่ายกัมพูชามีความเคลื่อนไหวมาโดยตลอด เพราะ หนึ่ง รัฐกัมพูชามักจะใช้ความขัดแย้งภายนอกเพื่อสยบมรสุมภายในประเทศ และ สอง ในกัมพูชายังมีแนวคิดขยายดินแดน หรือ 'ทวงดินแดนเดิม' (Irredentism) ซึ่งแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ประชาชน และน่าสงสัยว่ารัฐอาจให้การสนับสนุนแบบลับๆ
ทั้งสองข้อนี้มี 'รัฐกัมพูชา' มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ดังนั้น หากไทยและกัมพูชาต้องการสันติภาพที่ถาวร ทั้งสองประเทศจะต้องสร้างฉันทามติร่วมกันว่า หนึ่ง จะต้องไม่มีการใช้สงครามเพื่อหวังผลการเมืองภายในของแต่ละประเทศ และ สอง จะต้องทำลายแนวคิดขยายดินแดนไม่ว่าจะโดยภาคประชาชนหรือภาครัฐ
หากไม่ทำแบบนี้ การหยุดยิงจะเป็นแค่ "ช่วงเวลาพักเติมของ" แล้วรอการปะทะกันอีกครั้ง เหมือนที่บางคนปรามาสไว้
การที่สันติภาพจะถูกทำลายนั้น ผมจะเพ่งเล็งกัมพูชาเป็นพิเศษ เพราะในฐานะที่สังเกตการณ์ความเป็นไปในกัมพูชามาหลายปี ได้เห็นว่าฝ่ายนั้นเคลื่อนไหวในลักษณะที่เป็น 'สงครามนอกรูปแบบ' มานาน และผมได้เอ่ยถึงเรื่องนี้มาหลายครั้งตั้งแต่ก่อนการปะทะด้วยอาวุธ
การเคลื่อนไหวของกัมพูชาในลักษณะ 'อีแอบ' แบบนั้น มีคำเรียกกันในวงการความมั่นคงระหว่างประเทศว่า "พื้นที่สีเทา" (Grey-zone)
'พื้นที่สีเทา' เป็นคำที่เอ่ยถึงโดยฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกๆ โดยใช้นิยาม 'พื้นที่ระหว่างสันติภาพและสงคราม' นั่นคือ จะรบกันก็ไม่ใช่จะอยู่เฉยๆ กันก็ไม่เชิง แต่ก็มีปฏิบัติการโดย 'ตัวละครที่ไม่รัฐ' (non-state actor) หรือ 'ตัวละครที่สนับสนุนรัฐ' (pro-state actor) คอยบั่นทอนสันติภาพหรือเสถียรภาพของประเทศเป้าหมาย โดยพยายามจะไม่ดึงเข้าสู่ภาวะสงคราม แต่ให้อยู่ในภาวะอิหลักอิเหลื่อ น่ารำคาญ หรือกระทั่งประสบกับความเสียหายโดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองถูกโจมตี
ในสมุดปกขาวของ USSOCOM (หน่วยบัญชาการยุทธการพิเศษสหรัฐ) เรื่อง 'The Grey Zone' กล่าวไว้ว่า พื้นที่สีเทาอาจจะประกอบไปด้วย "สงครามรูปแบบไม่ปกติ ความขัดแย้งระดับต่ำ สงครามแบบไม่สมมาตร ปฏิบัติการทางทหารที่ไม่ใช่สงคราม (MOOTW) และสงครามขนาดเล็ก ล้วนเคยถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายปรากฏการณ์นี้ (พื้นที่สีเทา) ในอดีต"
ความไม่ปกติของการปะทะกันในพื้นที่กำกวมแบบนี้เป็นความท้าทายอย่างมากต่อประเทศที่ "ยึดมั่นในกติกา" หรืออย่างน้อยก็พยายามทำสงครามตามแนวทางเดิมๆ ซึ่ง USSOCOM ยังอธิบายถึงความท้าทายของ 'พื้นที่สีเทา' ต่อศักยภาพการรบในรูปแบบเอาไว้ว่า
"การลงทุนมหาศาลในด้านเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญที่ไม่มีใครเทียบได้ในด้านการทำสงครามแบบผสมผสาน ทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจเหนือกว่าทางด้านการทหารแบบดั้งเดิมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนนับตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน อย่างไรก็ตาม นี่เป็นความจริงเฉพาะในรูปแบบความขัดแย้งระหว่างรัฐที่เน้นการต่อสู้ของกองทัพแบบดั้งเดิม (หรือสงครามในรูปแบบ) เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในสนามรบเท่านั้น ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าภาพจำลองของสงครามเช่นนี้ถูกต้องเฉพาะในกรณีพิเศษเท่านั้น"
นั่นก็เพราะ 'พื้นที่สีเทา' เป็นการทำสงครามนอกกติกา ไม่ได้ใช้แสนยานุภาพทางทหาร แต่ใช้การก่อกวนที่หลากหลาย ที่สำคัญก็คือ การทำแบบนั้นจะถูกหน่วงเหนี่ยวไว้ให้อยู่ในพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างสงครามและสันติภาพ ทำให้การรับมือด้วยวิธีการในกติกาหรือในขอบข่ายกฎหมายระหว่างประเทศเป็นได้ยาก
ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ของสหรัฐฯ ได้เคยกล่าวสุนทรพจน์ต่อผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ในปี 1962 โดยเอ่ยถึงสิ่งทื่คล้ายกับ 'พื้นที่สีเทา' เอาไว้ว่า "นี่คือสงครามอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ใหม่กว่าในแง่ของความรุนแรง แต่มีต้นกำเนิดที่เก่าแก่—สงครามโดยกองโจร ผู้บุกรุก ผู้ก่อความไม่สงบ มือสังหาร สงครามโดยการซุ่มโจมตีแทนการสู้รบ โดยการแทรกซึมแทนการรุกราน มุ่งหวังชัยชนะโดยการกัดเซาะและทำให้ศัตรูอ่อนล้า แทนที่จะเข้าปะทะโดยตรง"
หากจะนิยาม 'พื้นที่มีเทา' อย่างคร่าวๆ ก็คงต้องอ้างคำกล่าวนี้ของเคนเนดี กระนั้นก็ตาม เราต้องตระหนักด้วยว่าในศตวรรษที่ 21 การโจมตีเป้าหมายมีความหลากหลายและลึกล้ำกว่าคำกล่าวของเคนเนดีเมื่อหลายสิบปีก่อนแล้ว เช่น การเอ่ยถึง "การแทรกซึมแทนการรุกราน" ในยุคนี้ย่อมหมายถึงการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งกัมพูชาถูกกล่าวหาว่าใช้วิธีการนี้อย่างหนักหน่วงเพื่อแย่งชิง 'มติมหาชน' ในเวทีโลกในช่วงที่ปะทะกับไทยที่ชายแดน
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมกว่าของ 'พื้นที่สีเทา' USSOCOM ได้ยกตัวอย่างกรณีของยูเครน (หรือยูเครนตะวันออก) ซึ่งรัสเซียและสหรัฐฯ มีท่าทีคนละแบบ สหรัฐฯ นั้นใช้ท่าทีแบบเอนเอียงมาทาง 'ยุคสันติภาพ' (ไม่ได้หมายความว่ารักสันติ แต่หมายถึงการยึดมั่นถือมั่นในกติกาโลกในยุคสันติ เช่น กฎหมายระหว่างประเทศหรือหลักสิทธิมนุษยชน) คือใช้มาตรการคว่ำบาตรในการพัวพันกับกรณีนี้ ส่วนรัสเซียใช้องคพายพต่างๆ ที่เอนเอียงมาทาง 'ยุคสงคราม' คือการใช้ตัวละครที่ไม่ใช่รัฐเคลื่อนไหวที่รุนแรง ดังนั้น ทั้งรัสเซียและสหรัฐฯ จึงอยู่ใน 'พื้นที่สีเทา' นั่นคือจะสันติก็ไม่ใช่จะใช้สงครามก็เรียกแบบนั้นไม่ได้
สุดท้ายแล้วหากความขัดแย้งทวีความรุนแรง คงไม่ต้องบอกว่าฝ่ายที่ยึดมั่นในหลัก 'ยุคสันติภาพ' กับฝ่ายที่มุ่งไปสู่ 'ยุคสงคราม' ฝ่ายไหนจะถือไพ่เหนือกว่า?
ความลักลั่นนี้ USSOCOM ชี้ว่าเป็นเพราะ "ความคลุมเครือเกี่ยวกับลักษณะของความขัดแย้ง ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หรือกรอบนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยนิยามแล้ว เขตสีเทามีความคลุมเครือ และความไม่ชัดเจนนี้เกิดจากทั้งหลักการจัดระเบียบของเราเองและการกระทำโดยเจตนาของฝ่ายตรงข้าม"
สิ่งที่ตามมาก็คือ "เรา (สหรัฐฯ) ประสบปัญหาเมื่อต้องรับมือกับความท้าทายที่ไม่เข้ากับแบบจำลองดั้งเดิมของเราอย่างลงตัว ไม่มีองค์กรใดในรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีอำนาจเหนือกว่าในการจัดการกับความท้าทายในเขตสีเทา ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่การตอบสนองของเราขาดทั้งความเป็นเอกภาพในการดำเนินงานและความเป็นเอกภาพในการบังคับบัญชา ฝ่ายตรงข้ามมักได้รับข้อมูลอย่างดีเกี่ยวกับข้อบกพร่องในเขตสีเทาของเรา และพวกเขาสามารถกระทำการโดยเจตนาเพื่อเพิ่มความคลุมเครือในสถานการณ์ที่กำหนด ตัวอย่างเช่น ความช่วยเหลือด้านวัสดุและกำลังคนของรัสเซียแก่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในยูเครนได้รับการบันทึกไว้อย่างละเอียด แต่การปฏิเสธอย่างเป็นทางการของรัฐบาลรัสเซียทำให้เกิดความไม่แน่นอนในสถานการณ์นั้นมากพอที่จะลดทอนการตอบสนองของชาตะวันตก วิธีการปกปิดที่แน่นอนจะแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ แต่แม้ในยุคของข้อมูลข่าวสารที่แพร่หลายไปทั่วโลก ฝ่ายตรงข้ามก็สามารถใช้ความคลุมเครือได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน"
พูดง่ายๆ ก็คือ ขณะที่ฝ่ายหนึ่งเล่นตามกติกา อีกฝ่ายไม่ได้เล่นตามกติกา ทั้งยังใช้วิธีการโกหก บ่ายเบี่ยง เพื่อลดทอนโอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามจะอ้างความชอบธรรมในการยกระดับความขัดแย้งให้เป็น 'การประกาศสงคราม' หรือ 'การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ' อันจะทำให้การตอบสนองสามารถเข้ารูปเข้ารอยได้
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเล่นนอกเกม ทำให้การตอบสนองเป็นไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีรูปแบบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยและมีระบบราชการที่แน่นอน การสั่งการจะล่าช้าและต้องเป็นไปตามกติกา ทำให้เมื่อเจอเข้ากับการเล่นนอกกติกาของประเทศที่ปกครองโดยระบอบอำนาจนิยม จึงทำให้ตอบสนองไม่เป็น
เพราะความสีเทาของความขัดแย้งกับความรวดเร็วกว่าของระบอบเผด็จการที่สั่งการว่องไว้ไม่ต้องเล่นในเกม USSOCOM จึงชี้ว่า
"ความท้าทายที่สำคัญประการหนึ่งสำหรับสหรัฐอเมริกาคือ การดำเนินการที่เด็ดขาดในพื้นที่สีเทาทำได้ง่ายกว่ามากโดยโครงสร้างการตัดสินใจแบบเผด็จการหรือรวมศูนย์ มากกว่ารัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรแบบประชาธิปไตยที่เน้นการสร้างฉันทามติ การควบคุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จอาจเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ในระบอบประชาธิปไตย แต่จะช่วยให้การตัดสินใจรวดเร็วและเป็นเอกภาพในการทำงานร่วมกันในพื้นที่สีเทา ความท้าทายในพื้นที่สีเทามักเกี่ยวข้องกับเครื่องมือแห่งอำนาจหลายอย่างพร้อมกัน และเอกภาพในการบังคับบัญชาเป็นประโยชน์ในการบรรลุผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในทางตรงกันข้ามกับระบอบรวมศูนย์ ในระบอบประชาธิปไตยไม่มีบุคคลใดบุคคลหนึ่งสามารถสั่งการการกระทำทั้งหมดในพื้นที่สีเทาได้ ผลสุทธิในระบอบประชาธิปไตยคือการสร้างความขัดแย้งทางระบบราชการอย่างรุนแรงที่เกิดจากหลักการจัดระเบียบของเราเอง ส่งผลให้เกิดความแข็งกระด้างทางยุทธศาสตร์และการปฏิบัติงาน ในกรณีที่ดีที่สุด เราสามารถบรรลุความสอดคล้องของเป้าหมายและการกระทำระหว่างประเทศและองค์กรที่แตกต่างกันของเรา ในกรณีที่แย่ที่สุด เราจะประสบกับภาวะอัมพาตที่เกิดจากตนเองและพบว่าตนเองตอบสนองต่อผู้เล่นในพื้นที่สีเทาแบบเผด็จการที่คล่องแคล่วกว่าอยู่ตลอดเวลา"
นี่คือสิ่งที่สหรัฐฯ ประสบกับตัวเองและประเมินเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน ในเวลานี้ผมเห็นว่าประเทศไทยก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คือเราเป็นประเทศประชาธิปไตยและมีระบบราชการแบบกระจายอำนาจ เมื่อเผชิญกับการทำสงครามนอกรูปแบบของกัมพูชา ทำให้การรับมือไม่เป็นชิ้นเป็นอันเอาเลย เพราะนอกจากฝ่ายการเมืองที่แตกเป็นก๊กเป็นเหล่าและระบบราชการที่ล่าช้าจะไม่ตระหนักถึงการสร้าง 'พื้นที่สีเทา' ของกัมพูชาแล้ว แม้จะตระหนักถึงแต่ก็ถูกหน่วงไว้ด้วยกระบวนการประชาธิปไตยและการสั่งการเป็นขั้นๆ ที่ไม่ตอบสนอง 'ภาวะสีเทา' สิ่งที่ตามมาคือ "เกิดความแข็งกระด้างทางยุทธศาสตร์และการปฏิบัติงาน" อย่างที่สหรัฐฯ ประสบ
โชคยังดีที่ในช่วงที่ทำ 'สงครามในรูปแบบ' ไทยมีศักยภาพที่เหนือกว่า ซึ่งนั่นเป็นเครดิตของฝ่ายกองทัพเป็นสำคัญ ในขณะที่ฝ่ายการเมืองและราชการไทยถูกขั้นตอนอันวุ่นวายของระบอบและการแตกเป็นเหล่าทำให้หลายๆ เรื่องล่าช้าออกไปหรือกระทั่งล้มเหลวด้วยซ้ำ
แต่กัมพูชาไม่ได้ทำแค่สงครามในรูปแบบ เพราะกัมพูชาเสียเปรียบในเรื่องนี้ แม้จะหยุดยิงแล้วการบ่อนทำลายในรูปแบบอื่นๆ "อาจจะ" ยังมีอยู่เหมือนที่เคยเกิดขึ้น ดำเนินไป และยังดำเนินอยู่ก่อนการปะทะระหว่างสองประเทศ และเพราะกัมพูชามีระบอบการปกครองแบบรวบอำนาจในมือคนไม่กี่คน การวางแผน การสั่งการ และการดำนเนิการจึงว่องไว เป็นเอกภาพ และมุ่งเป้าได้ดีกว่าไทย
แน่นอน นั่นไม่ได้หมายถึงสงครามที่รบกันที่ชายแดน แต่หมายถึง 'ความขัดแย้ง' มากมายที่คนไทยประสบจากฝ่ายกัมพูชา เช่น สงครามข่าวสารการทำลายภาพลักษณ์ของไทย สงครามแย่งชิงวัฒนธรรม การทำสงครามปั่นหัวคนกัมพูชาก้วยกันให้มีแนวคิดแย่งชิงดินแดน ไปจนถึงการใช้งานสแกมเมอร์เพื่อทำร้ายคนไทยทางเศรษฐกิจและการเงิน ฯลฯ ทั้งหมดนี้ไม่ได้ใช้พลังของกองทัพ แต่ใช้ 'ตัวละครที่ไม่รัฐ' (non-state actor) หรือ 'ตัวละครที่สนับสนุนรัฐ' (pro-state actor) ที่ดำเนินการหนักขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
หากไม่จัดการรับมือหรือกำจัดการคุกคามเหล่านี้ สันติภาพของไทยและกัมพูชาจะไม่มีวันถาวร เพราะกัมพูชาจะมุ่งสร้าง "พื้นที่สีเทา" เหล่านี้ให้ขยายตัวไปเรื่อยๆ โดยที่ฝ่ายไทยทำอะไรไม่ได้เพราะติดกติกาและการอยู่ในกรอบการจัดการที่เป็นสากล
สันติภาพระหว่างสองประเทศนั้นไม่ได้อยู่ที่สัญญาปากเปล่าหรือลายเซ็นบนแผ่นกระดาษ แต่อยู่ที่การกำจัดองค์ประกอบต่างๆ ที่ทำให้เกิด 'พื้นที่สีเทา'
ในทัศนะของผมนั้น ฝ่ายกัมพูชาต้องแสดงความจริงใจในการวางมือจากการกระทำเหล่านั้น และฝ่ายไทยก็ต้องจริงจังที่จะกดดันให้อีกฝ่ายวางมือจากการสร้าง 'พื้นที่สีเทา' ด้วย
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo by HANDOUT / AGENCE KAMPUCHEA PRESS (AKP) / AFP