บทความโดย กู้ เจียอวิน รองคณบดีวิทยาลัยเอเชีย ผู้อำนวยการสถาบันกัมพูชาศึกษา มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่ง
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ผู้นำสหรัฐอเมริกาได้เป็นประจักษ์พยานในพิธีลงนาม "ข้อตกลง" สันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทยที่มาเลเซียสมดังใจปรารถนา อย่างไรก็ตาม การลงนาม "ข้อตกลง" ครั้งประวัติศาสตร์นี้ มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "แถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับผลการประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต และนายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์" ทั้งฮุน มาเนต และอนุทิน ต่างก็หลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่า "ข้อตกลง" ในคำกล่าวสุนทรพจน์ของตน ก่อนพิธีลงนาม นายกอนุทินยังได้ไฟล์สดโดยเน้นย้ำกับชาวไทยว่า สิ่งที่ตนกำลังจะลงนามคือ "แถลงการณ์" ไม่ใช่ "ข้อตกลง" ที่เป็นทางการ แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่สหรัฐฯ มองว่าเป็น "ช่วงเวลาประวัติศาสตร์" นี้ จะเป็นสิ่งที่ประเทศอาเซียนจัดให้มีขึ้นอย่างจำใจ ภายใต้การแทรกแซงจากอำนาจภายนอกมากกว่า
ประชาคมอาเซียนแตกต่างจากสหภาพยุโรป เพราะอาเซียนเป็นองค์กรระดับภูมิภาคที่ก่อตั้งขึ้นจากระบบที่เน้น "กฎเกณฑ์อ่อน" (Soft-law) เป็นหลัก ประเทศสมาชิกประสานงานกันโดยอาศัยหลักการ "ไม่แทรกแซงกิจการภายใน" และตัดสินใจร่วมกันโดยอาศัยหลักการ "สร้างฉันทามติ" การที่กัมพูชาและไทยลงนามใน "แถลงการณ์" แทนที่จะเป็น "ข้อตกลง" สะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบที่เน้น Soft-law และมีการเปิดช่องว่างไว้ คือสิ่งที่ยอมรับได้ง่ายกว่าในกลุ่มประเทศอาเซียน แม้ว่าการออกแบบที่เน้น Soft-law มักจะไม่เห็นผลทันทีในหลายประเด็น แต่ความยืดหยุ่นอย่างยิ่งของ "วิถีอาเซียน" (ASEAN Way) นี้ ได้ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชากรโลกกว่า 600 ล้านคน และสามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งสำคัญในภูมิภาคได้ ดังที่ คิชอร์ มาห์บูบานี (Kishore Mahbubani) นักวิชาการชื่อดังและนักการทูตอาวุโสชาวสิงคโปร์กล่าวไว้ว่า "ในมุมเล็ก ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวายและหลากหลายของโลก ประชาคมอาเซียนได้ก่อตั้งขึ้น และสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองจึงเกิดขึ้นตามมา อารยธรรมที่หลากหลายจึงอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน"
"วิถีอาเซียน" สะท้อนถึง "ภูมิปัญญาตะวันออก" ซึ่งสอดคล้องกับประเพณีวัฒนธรรมที่ปฏิบัติกันมาแต่โบราณของจีนที่เน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และด้วยเหตุที่จีนมีความเข้าใจและการเคารพต่อ "วิถีอาเซียน" จีนจึงไม่เคยพยายามที่จะเป็นผู้นำในกิจการของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่จีนจะสนับสนุนความเป็นแกนหลักของอาเซียนเสมอ ในประเด็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี จีนได้ให้ความช่วยเหลือแก่อาเซียนและทั้งสองประเทศด้วยวิธีการของตนเองมาโดยตลอด โดยเคารพเจตจำนงของประเทศคู่กรณี เคารพบทบาทของประเทศที่ดำรงตำแหน่งประธานหมุนเวียนของอาเซียนและองค์กรอาเซียน เคารพ "รูปแบบความมั่นคงของเอเชีย" และ "วิถีอาเซียน" ในการแก้ไขวิกฤตภายในภูมิภาค จีนได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากมายทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง โดยทำในสิ่งที่ควรทำ แต่ไม่ล้ำหน้าผู้อื่น เน้นผลลัพธ์จริงมากกว่าการแสวงหาชื่อเสียง ใช้วิธีให้ข้อเสอนแนะมากกว่าการกดดันและบีบบังคับ พยายามช่วยแต่ไม่เป็นพระเอก จนได้รับการยอมรับและชื่นชมจากประเทศคู่กรณีและประเทศในภูมิภาค แม้ว่าจีนจะถูกสหรัฐฯกีดกันออกจาก "พิธีลงนามสันติภาพ" ที่กัวลาลัมเปอร์ แต่นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ยังกล่าวขอบคุณจีนเป็นพิเศษในพิธีดังกล่าวด้วย
สังคมตะวันตกแตกต่างจากประเทศในเอเชีย นักวิชาการตะวันตกมักมองว่าความหลากหลายของอาเซียนเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้งและเป็นปัญหา และถึงกับเชื่อว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่มี "ภาษาเดียวกัน" ซึ่งก็เป็นความจริงเช่นนั้น คำกล่าวของสหรัฐฯ ที่ว่าจะสนับสนุนความเป็นแกนหลักของอาเซียนนั้นเป็นเพียง "การทำตามมารยาท" ซึ่งห่างไกลจากสิ่งที่พวกเขา "คิดในใจ" อย่างมาก ความตั้งใจที่แท้จริงคือการเรียกร้องให้ประเทศอาเซียนเลือกข้างสหรัฐฯ และท้ายที่สุดก็จะเข้ามากุมบังเหียนกิจการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐฯ มองจีนเป็นคู่แข่งเชิงกลยุทธ์อันดับหนึ่ง และมองว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นสนามประลองสำหรับการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ ซึ่งย่อมจะเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับภาวะความมั่นคงของตนเองแก่กลุ่มประเทศอาเซียนมากขึ้น ด้านหนึ่ง ต้นทุนและความเสี่ยงที่ประเทศอาเซียนจะต้องเลือกข้างนั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ภายใต้แนวคิด "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First) ทำให้พันธมิตรของสหรัฐฯ เองยังต้องกลายเป็นเหยื่อของการสร้างความยิ่งใหญ่อีกครั้งของสหรัฐฯ อีกด้านหนึ่ง "การใช้ภาษีต่างตอบแทนเป็นอาวุธ" เป็นการบีบพื้นที่สำหรับการพัฒนาของประเทศอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ในประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา สหรัฐฯ ได้ใช้ภาษีเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ผู้นำทั้งสองประเทศให้ยอมลงนามในการเจรจา แม้กระทั่งในพิธีลงนาม สหรัฐฯ ยังกล่าวอย่างหน้าตาเฉยว่า "ต้องใช้การค้าทำให้ทั้งสองประเทศเลิกทะเลาะกัน ตราบใดที่ทั้งสองประเทศอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สหรัฐฯ ก็จะค้าขายกับพวกเขา" ซึ่งในวันนั้น สหรัฐฯ ได้ลงนามข้อตกลงการค้ากับกัมพูชาจริง แต่เป็นข้อตกลงที่ไม่เท่าเทียมและกีดกันผู้อื่นอย่างมากมาย ซึ่งไม่ใช่ "การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมและเป็นธรรม" อย่างแน่นอน
กัมพูชาและไทยล้วนเป็นอารยธรรมโบราณของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งสองประเทศมีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้ง มีความคล้ายคลึงทางวัฒนธรรมมากมาย มีการแลกเปลี่ยนบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ และมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้น ซึ่งหมายความว่าทั้งสองประเทศย่อมมีข้อพิพาทเรื่องดินแดนที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องหาทางออกระยะยาวที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ผ่านการเจรจาอย่างเท่าเทียมและการประนีประนอมซึ่งกันและกัน การประนีประนอมที่เกิดจากแรงกดดันของประเทศภายนอกนั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น มิหนำซ้ำ ยังจะทำให้ความซับซ้อนของปัญหายิ่งหนักหน่วงและอาจทิ้งปมปัญหาไว้ การที่สหรัฐฯ ไม่สนใจความต้องการของทั้งกัมพูชาและไทย และดึงดันที่จะเป็นผู้นำในเรื่องนี้ จะยิ่งเพิ่มปัจจัยที่ไม่แน่นอนให้กับการบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างกัมพูชาและไทยไม่มากก็น้อย
จีนและประเทศอาเซียนมีความเชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์ มีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน มี "ภูมิปัญญาแบบตะวันออก" เหมือนกัน และต่างเคยประสบกับความเจ็บปวดจากนักล่าอาณานิคม การปล้นสะดม และถูกรังแกเนื่องจากความล้าหลังของตน ดังนั้น จีนจึงเข้าใจความต้องการเร่งด่วนของประเทศอาเซียนที่ต้องเร่งสร้างขีดความสามารถในการพัฒนาตนเองและการรักษาความสามารถด้านความมั่นคงของประเทศตนเองได้ดีกว่า ในการประสานสองเรื่องสำคัญคือ การพัฒนาและความมั่นคง นั้น จีนมีความรู้สึกร่วมอย่างเข้มข้น และยังมีประสบการณ์ความสำเร็จซึ่งประเทศอาเซียนสามารถนำไปใช้อ้างอิงได้ หนึ่งในประสบการณ์ที่สำคัญคือ ต้องกุมอำนาจการเป็นผู้นำไว้ในมือของตนเองให้แน่น
สันติภาพที่ยั่งยืนของเอเชียเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศในภูมิภาค จีนกำลังมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการสร้างสันติภาพ การพัฒนา และความร่วมมือในเอเชีย อาเซียนเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนที่สำคัญที่สุดของจีน จีนสนับสนุนให้ประเทศอาเซียนรักษาเสถียรภาพและเร่งการพัฒนามาโดยตลอด และพร้อมที่จะรักษาความเป็นแกนหลักของอาเซียนในโครงสร้างระดับภูมิภาค อีกทั้งสนับสนุนให้แก้ไขปัญหาภายในด้วย "วิถีอาเซียน" สันติภาพที่ยั่งยืนของเอเชียจะขาดความพยายามร่วมกันของประเทศในภูมิภาคไม่ได้ จีนจะยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาระหว่างกัมพูชาและไทย เพื่อผลักดันให้ทั้งสองประเทศบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนและรักษาไว้ซึ่งสันติภาพของเอเชียในระยะยาว
Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP