หากปูตินไปใครจะมาแทน? เปิดโปรไฟล์'นิโคไล ปาทรุเชฟ' ว่ากันว่าเขาคือทายาทของปูติน

หากปูตินไปใครจะมาแทน? เปิดโปรไฟล์'นิโคไล ปาทรุเชฟ' ว่ากันว่าเขาคือทายาทของปูติน
นิโคไล ปาทรุเชฟ เขาคือทายาทของปูติน?

เซอร์เก บอร์ชเชคอฟสกี (Sergei Borshchevsky) นักเขียน นักการทูต และผู้เชี่ยวชาญชาวยูเครนของศูนย์วิจัยรัสเซีย ให้สัมภาษณ์กับ Radio NV ว่าสาเหตุที่ ปรีโกชิน สั่งให้กองกำลังนักรบรับจ้าง Wagner  หยุดมุ่งหน้าไปยังกรุงมอสโก เพราะเขาเจรจากับเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งรัสเซียสหพันธ์  คือ นิโคไล ปาทรุเชฟ 

บอร์ชเชคอฟสกี ยังบอกว่าแท้จริงแล้ว ปรีโกชิน อยู่ภายใต้การควบคุมของ FSB ซึ่งเป็นหน่วยงานข่าวกรองและความั่นคงของรัสเซีย และคนที่มีอิทธิพลที่สุดในเครือข่าย FSB ก็คือ ปาทรุเชฟ 

แล้วชายที่ชื่อ ปาทรุเชฟ คือใคร? เขาไม่ใช่แค่ผู้ทรงอิทธิพลในวงในความมั่นคงของรัสซีย แต่เขาถูกจับตามานานแล้วในฐานะทายาททางการเมืองของ ปูติน

ตั้งแต่ก่อนสงครามยูเครนแล้วที่มีการคาดเดากันไปต่างๆ นานาถึงผู้ที่จะมาเป็นทายาททางการเมืองของ วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย แคนดิเดตที่ถูกเอ่ยถึงมากเป็นพิเศษในช่วงก่อนและตอนแรกของสงครามของ ชอยกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่หลังจากที่รัสเซียเผด็จศึกยูเครนไม่ได้สักที แถมยังมีเรื่องปะทะกันระวห่าง ชอยกู กับ ปรีโกชิน แห่งกองทัพทหารรับจ้างวากเนอร์ ดูเหมือนวาระยะหลังชื่อของ ชอยกู จะหายไปตจากลิสต์ของว่าที่ทายาทที่จะสืบต่ออำนาจจากปูติน 

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาของปี 2566มีชื่อของแคนดิเดตหน้าใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ แต่ไม่มีชื่อไหนที่จะถูกเอ่ยถึงมากเท่ากับ นิโคไล พลาโตโนวิช ปาทรุเชฟ

นิโคไล ปาทรุเชฟ เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 1951 หรือ พ.ศ. 2494 ในเมืองเลนินกราด สหภาพโซเวียต (ปัจจุบันคือเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย) เป็นบุตรชายของเจ้าหน้าที่กองทัพเรือโซเวียตซึ่งเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตด้วย

เขาสำเร็จการศึกษาจากสถาบันต่อเรือเลนินกราดในปี 1974 และเริ่มแรกทำงานเป็นวิศวกรในสำนักออกแบบการต่อเรือของสถาบัน แต่หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1975 เขาก็ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมกับ KGB หน่วยงานเดียวกับที่ ปูติน เคยสังกัด และทั้ง 2 คนรู้จักมาตั้งแต่ปีทศวรรษที่ 1970 เมื่อทั้งสองคนทำงานร่วมกันใน KGB สำนักงานเลนินกราด

หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ปาทรุเชฟ ยังคงทำงานในหน่วยงานความมั่นคงและตั้งแต่ปี 1992 ถึง 1994 เขาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงของสาธารณรัฐคาเลเรีย ซึ่งเป็นดินแดนของรัสเซียที่ติดกับฟินแลนด์ ต่อมาในปี 1994 เขากลับมาที่มอสโคว์ในตำแหน่งหัวหน้ากองอำนวยการความมั่นคงภายในแห่งสหพันธรัฐ ของสำนักงานต่อต้านข่าวกรอง หรือ FSK

ในอดีต FSK เคยเป็นหน่วยงานความมั่นคงหลักของรัสเซียที่รับช่วงต่อจาก KGB ของสหภาพโซเวียต แต่มีอายุสั้น คือตั้งแต่ปี 1993 ถึง 1995 เพราะเมื่อมีการจัดระเบียบใหม่ FSK ก็กลายเป็นสำนักงานความมั่นคงแห่งรัฐ หรือ FSB และเมื่อตั้ง FSB ในปี 1995 ปาทรุเชฟ เขาไต่เต้ามาเรื่อยๆ ทำงานด้านความมั่นคงระดับชาติและงานสนองประธานาธิบดี จนก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการลำดับแรกของ FSB

และคนที่เป็นผู้อำนวยของ FSB คือชายที่ชื่อ วลาดิมีร์ ปูติน ที่ได้รับความไว้วางใจจาก บอริส เยลต์ซิน ประธานาธิบดีคนแรกของรัสเซียหลังจากการล้มสลายของโซเวียต ปูติน ก็เช่นเดียวกับปาทรุเชฟ ที่ไต่เต้ามาเรื่อยๆ แต่เขาเริ่มจากจากตำแหน่งที่ปรึกษาของ เยลต์ซิน จนกระทั่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมืองโดยตรง ต่างจาก ปาทรุเชฟ ที่วนเวียนอยู่กับงานด้านข่าวกรองและความมั่นคง 

ปูติน เริ่มแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนในปี 1999 ประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซิน ก็ได้เลื่อนตำแหน่งให้ปาทรุเชฟ เป็นผู้อำนวยการของ FSB แทนที่วลาดิมีร์ ปูติน เพื่อนสนิทของเขา ซึ่งตอนนี้กำลังก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี  และในปีเดยวกันก็จะก้าวขึ้นมาเป็นรักษาการประธานาธิบดี จนกระทั่งรับไม้ต่อจาก เยลต์ซิน ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของรัสเซียในปีต่อมา คือปี 2000 ในเวลาอันรวดเร็ว 

เมื่อสหายก้าวขึ้นมาสถานะที่สูงส่งที่สุดในประเทศ ก็ถือเป็นโอกาสเป็นใหญ่เป็นโตของ ปาทรุเชฟ เช่นกัน เขาจะรั้งตำแหน่งผู้อำนวยการ FSB นานเกือบ 10 ปี และเป็นช่วงเวลาที่ FSB แกร่งขึ้นมากลายเป็นหน่วยงานข่าวกรองที่น่าเกรงขามทัดเทียมกับ KGB อีกครั้ง และสร้างวีกรรมที่ทำให้โลกต้องตะลึงมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น กรณีวางยาพิษโดยใช้กัมมันตรังสี อเล็กซานเดอร์ ลิตวิเนนโก อดีตเจ้าหน้าที่ FSB ที่ลี้่ภัยในอังกฤษ และออกมาแฉความเหี้ยมของปูตินในปี 2006 จากการสืบสวนของอังกฤษระบุว่าปฏิบัติการนี้มีคนที่อนุมัติคือ ปาทรุเชฟ  กับ ปูติน 

บทบาทของ ปาทรุเชฟ จะมีมากขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2008 เมื่อเขาดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งรัสเซีย ซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษาของประธานาธิบดีที่ทำหน้าที่ตัดสินใจในเรื่องความมั่นคงของชาติ ในองค์กรนี้คนที่นั่งในอันดับสูงสุดคือ ปูติน อันดับที่ 2 คือ ดมิทรี เมดเวเดฟ ซึ่งเป็นตัวตายตัวแทนของ ปูติน ช่วงที่หมดวาระประธานาธิบดี แต่ตอนนี้ เมดเวเดฟ ไม่ใช่ทายาทอีกต่อไป และอันดับที่ 3 ในองค์กรคือ  ปาทรุเชฟ ไม่น่าแปลกใจที่เขาถูกจับตาในฐานะทายาทการเมืองที่อาจจะสืบทอดต่อจากปูติน

ในสายตาของคนนอกรัสเซีย ปาทรุเชฟ คือสนับสนุนนโยบายจักรวรรดินิยมที่แข็งกร้าวของรัสเซียอย่างแข็งขัน และเป็นผู้จงรักภักดีต่อเครืออำนาจปูตินอย่างเหนียวแน่น มั่นคงในหลักการสืบทอดอำนาจในองค์กรหลักของรัฐ เขาถือว่าหน่วยงานพิเศษเช่น Cheka, KGB "...เป็นชนชั้นสูงกลุ่มใหม่ของเรา" ทั้ง 2 หน่วยงานไม่มีตัวตนแล้ว แต่มันเป็นเสมือนตัวแทนคนในวงการข่าวกรองและความมั่นคงที่สืบทอดมาจากยุคโซเวียตและยงทรงอิทธิพลในเวลานี้ เขาบอกว่า สหายในองค์กร  FSB ของเขาไม่ได้ "ทำงานเพื่อเงิน แต่ [พวกเขา] คือชนชั้นสูงแห่งใหม่" ซึ่งคำว่าชนชั้นสูงหรือ nobility หมายถึงชนชั้นนำก็ได้ หรือชนชั้นอัศวินที่เสียสละเพื่อคุณธรรม 

เขาสำคัญกับ ปูติน แค่ไหน? มาร์ก กาเลออตติ (Mark Galeotti) ผู้เชี่ยวชาญในสาขาการเมืองและความมั่นคงของรัสเซียกล่าวว่า ปาทรุเชฟ เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดที่สุดของปูติน ถือเป็น "ชายที่อันตรายที่สุดในรัสเซีย" เนื่องจากเขามี "ความคิดเรื่องทฤษฎีสมคบคิดที่ขับเคลื่อนด้วยความหวาดระแวง" และยังมีความสามารถในการควบคุมข้อมูลที่ส่งถึงปูติน ส่วน อันเดรย์ โคเลนส์นิคอฟ (Andrey Kolesnikov) ผุ้สื่อขาวมากประสบการณ์ชาวรัสเซีย กล่าวว่า ปาทรุเชฟ  ถือเป็นปากเป็นเสียงแทนปูตินและ "ได้รับอนุญาตให้อธิบายและชี้แจงความคิดของปูติน

ความอันตรายของ ปาทรุเชฟ ที่หลงไหลในความคิดเรื่องทฤษฎีสมคบคิด จะเห็นได้จากในการสัมภาษณ์ของเขาในหนังสือพิมพ์รัฐบาลรัสเซีย คือ  Rossiyskaya Gazeta เขากล่าวว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสงครามวงกว้างกับ NATO และ "กลุ่มตะวันตก" และเขาเตือนว่ารัสเซีย "มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและไม่เหมือนใครที่สามารถทำลายล้างศัตรูใดๆ ก็ได้ รวมทั้งสหรัฐฯ ในกรณีที่มีภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของรัสเซีย"

ปาทรุเชฟ เชื่อว่าจุดประสงค์เพียงอย่างเดียวของสหรัฐอเมริกาคือการปล้นทรัพยากรธรรมชาติจากรัสเซียทั้งหมด และสหรัฐอเมริกา "ไม่ต้องการให้รัสเซียดำรงอยู่เลย"  ในเดือนเมษายน 2022 เขากล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกา "พยายามบีบบังคับรัสเซียให้ละทิ้งอำนาจอธิปไตย ความสำนึกในตนเอง วัฒนธรรม นโยบายต่างประเทศและในประเทศที่เป็นอิสระ" เขาอ้างว่าตะวันตกพยายามที่จะลด "จำนวนประชากรโลกในด้านต่างๆ " รวมถึงการสร้างเครือข่ายเรื่องโกหกที่เกี่ยวข้องกับความอัปยศอดสูและการทำลายล้างของรัสเซีย"

ในเดือนมิถุนายน 2022  เขากล่าวหาสหรัฐอเมริกา อังกฤษ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นว่ามี "นโยบายที่ท้าทายและก้าวร้าวมากขึ้น" ซึ่ง "มีพื้นฐานอยู่บนการหลบหนีจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง ความปรารถนาที่จะสร้างโลกในจินตนาการของตนเอง ซึ่งพวกเขาจะเป็นผู้ปกครอง การหลีกหนีจากความเป็นจริงเช่นนี้เป็นภัยคุกคามต่อมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง”

เกี่ยวกับยูเครน สื่อที่ชื่อ The New Voice of Ukraine สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่ง วิเคราะห์ข้อมูลตะวันตกและรัสเซีย แล้วพบว่าการตัดสินใจของปูตินในการรุกรานยูเครนได้รับอิทธิพลจาก "สายเหยี่ยวนิยมสงคราม" กลุ่มเล็กๆ ที่อยู่รอบตัวเขา หนึ่งในนั้นคือ ปาทรุเชฟ รวมถึง ผู้อำนวยการ FSB คนปัจจุบัน คือ อเล็กซานเดอร์ บอร์ตนิคอฟ (Alexander Bortnikov) และนักธุรกิจ ยูริ โควัลชุก (Yuri Kovalchuk) เพื่อนและเพื่อนร่วมรุ่นของปูติน 

จากตามคำกล่าวของ ปาทรุเชฟ และ บอร์ตนิคอฟ ( ยูเครนควรอยู่ในเขตอิทธิพลของรัสเซีย ยกเว้นภูมิภาคตะวันตกซึ่งพร้อมที่จะ "ให้" แก่สหภาพยุโรป และเหยี่ยวทั้ง 3 คนนี้ เชื่อมั่นในความจำเป็นที่จะต้อง  "โจมตียูเครนเพื่อป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นกับรัสเซีย" เพื่อปกป้องรัสเซียจากการคุกคามที่เพิ่มขึ้นของตะวันตก

ในขณะที่ Financial Times รายงานว่า ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเครมลิน ที่ปรึกษาใกล้ชิดส่วนใหญ่ของปูตินคัดค้านการรุกราน และแม้แต่ ปาทรุเชฟ ก็แนะนำให้ปูตินให้โอกาสทางการทูตอีก 3 วันก่อนการรุกราน แต่ปูติน ไม่ทำตามคำขอร้องของคนเหล่านี้ นั่นแสดงว่า แม้สายเหยี่วอย่าง ปาทรุเชฟ จะส่งเสริมการรุกรานยูเครน แต่คนที่ตัดสินใจคนสุดท้ายก็ยังเป็น ปูติน อยู่ดี