ความขัดแย้งระหว่างไต้หวันกับจีนทำให้ประเทศอื่นถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย China Index ก็เป็นหนึ่งในอาวุธที่ไต้หวันนำมาใช้
China Index เป็นดัชนีชี้วัดที่เพิ่งจะถูกสื่อในไทยและนอกไทยหยิบมารายงานเมื่อไม่นานมานี้ โดยอ้างว่าเป็นการวัดระดับอิทธิพลของจีนที่มีต่อประเทศนั้นๆ และมักจะพบว่า China Index จะจัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มที่ประเทศที่อยู่ใต้อิทธิพลของจีนในระดับสูงมาก
เช่น China Index 2022 ระบุอันดับประเทศที่อยู่ใต้อิทธิพลจีนสูงมาก คือ
1. ปากีสถาน (คะแนน 242/380)
2. กัมพูชา (คะแนน 233/376)
3. สิงคโปร์ (คะแนน 228/384)
4. ไทย (คะแนน 226/384)
5. เปรู (คะแนน 219/369)
ผู้จัดทำดัชนี้ อธิบายกระบวนการจัดอันดับไว้ดังนี้ว่า "ตัวชี้วัดจะถูกแจกจ่ายให้กับผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่นในประเทศดัชนีที่ให้หลักฐานข้อเท็จจริงว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหรือไม่ คำตอบของผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่จะได้รับการตรวจสอบ วัดปริมาณ และปรับให้เป็นมาตรฐานเพื่อระบุโปรไฟล์ประเทศและการจัดอันดับโดเมน ตัวชี้วัดร่วมกันประกอบด้วยความพยายามวิจัยครั้งแรกและครั้งเดียวที่จะรวบรวมอิทธิพลของจีนให้เป็นปรากฏการณ์ที่สามารถสังเกตได้ชุดเดียว ข้อมูลประเทศ ขอบเขต และตัวชี้วัดจะได้รับการอัปเดตเป็นระยะๆ เพื่อช่วยนักวิชาการ ภาคประชาสังคม สื่อ และผู้กำหนดนโยบายในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจลักษณะการพัฒนาและผลกระทบของอิทธิพลทั่วโลกของ PRC (สาธารณรัฐประชาชนจีน)"
ปัญหาความน่าเชื่อถือ
แม้ว่การจัดอันดับนี้จะพยายามให้เป็นวิทยาศาสตร์หรือมีวิธีวิทยา (Methodology) ที่ใกล้เคียงกับความเป็นวิชาการมากแค่ไหนก็ตาม แต่ปัญหาก็คือ สถานะของผู้จัดทำที่เป็นกลุ่มคนไต้หวันที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลไต้หวันและรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งเป็น "ปฏิปักษ์" โดยตรงกับจีน ทำให้ดัชนีนี้มีความน่าสงสัยในเรื่องเจตนาแอบแฝง ความเป็นกลาง และความน่าเชื่อถือ เพื่อความเป็นกลาง ดัชนี้ประเภทนี้ ควรจะทำขึ้นโดยองค์กรที่ปราศจากส่วนได้ส่วนเสียกับความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวันและสหรัฐฯ ไม่ใช่ทำโดยกลุ่มคนไต้หวันที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง
เจตนาแอบแฝงทางการเมือง
ในช่วงเวลาที่ไต้หวันกับสหรัฐ ขัดแย้งกับจีนอย่างหนัก ทั้งสองฝ่ายต่างใช้วิธีการโฆษณาชวนเชื่ออย่างรุนแรง ดังนั้น ในขณะที่ไต้หวันทำ China Index ขึ้นมาโดยอ้างว่าประเทศต่างๆ ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีน จึงเป็นการดึงให้ประเทศอื่นเข้ามาพัวพันกับความขัดแย้งนี้โดยไม่จำเป็น รวมถึงการ "ตราหน้า" ไทยว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ใต้อิทธิพลจีน ซึ่งเป็นการระบุที่กระทบกระเทือนอธิปไตยของไทย และไม่คำนึงว่าประเทศไทยใช้นโยบายที่อะลุ่มอะล่วยกับไต้หวันมาโดยตลอด ดังนั้นสื่อในไทยควรจะพิจารณาให้ดีก่อนที่จะใช้ดัชนี China Index เพราะอาจตกเป็นเครื่องมือการเมือง
ใครคือคนทำ China Index?
ข้อมูลของผู้ทำดัชนีนี้ไม่ใช่เรื่องปกปิดอะไร ทางผู้ทำระบุชัดเจนว่าคือ Doublethink Lab (DTL) และเครือข่าย China in the World (CITW) ซึ่งก็อยู่ภายใต้ DTL นั่นเอง ดังนั้นเราจะมาโฟกัสที่ DTL
Doublethink Lab (DTL) บอกในเว็บไซต์ของพวกเขาว่า "เพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตย ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันทางดิจิทัล" และ "งานของเรามุ่งเน้นไปที่การวิจัยการดำเนินงานที่มีอิทธิพลในด้านร้าย (malign) ของจีนและแคมเปญข้อมูลที่บิดเบือนและผลกระทบผ่านเครื่องมือดิจิทัลและวิธีการที่เราพัฒนาขึ้น"
แม้ว่า ทางกลุ่มจะอ้างว่าติดตาม "อิทธิพลในด้านร้าย (malign) ของจีน" แต่ในดัชนีกลับระบุตีขลุมไปถึงสื่อของจีนที่รายงานข่าวตามปกติ (เช่น สำนักข่าวซินหัว) ดังนั้นจึงน่ากังขาว่าตกลงแล้ว มาตรฐานการระบุว่าอะไรคือ "อิทธิพลในด้านร้ายของจีน" ที่พวกเขาระบุกันแน่ จุดนี้ทำให้ต้องระวังว่าการดำเนินงานของ DTL มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองชัดเจน
ใครอยู่เบื้องหลัง Doublethink Lab?
ผู้ก่อตั้ง DTL คือ Min Hsuan Wu หรือ อู๋หมิงเซวียน (吳銘軒) หรือฉายา Ttcat เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมและสิทธิมนุษยชนในไต้หวัน และเป็นผู้สร้างเครือข่ายต่อต้าน "อำนาจนิยมทางดิจิทัล" ซึ่งเป็นกิจกรรมทางการเมืองที่เล็งเป้าหมายไปที่จีนชัดเจน
เขายังเป็นซีอีโอของ "ห้องทดลองประชาธิปไตยไต้หวัน" (台灣民主實驗室) ซึ่งทำงานแบบเดียวกับ DTL นั่นเอง และเคยมีรายงานที่ใช้คำว่า "ล้างสมอง" (洗腦) ซึ่งเป็นคำที่ไม่เหมาะสมนัก เมื่ออ้างว่าทางการจีนล้างสมองคนจีนโพ้นทะเล (หมายเหตุ - ประเทศไทยมีคนจีนโพ้นทะเลมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก)
อีกคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ DTL ในฐานะประธาน และเป็นผู้บริหารของ "ห้องทดลองประชาธิปไตยไต้หวัน"เช่นกัน คือ Puma Shen หรือ เสิ่นปั๋วหยาง (沈伯洋) ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและตามเรื่องการแทรกซึมของจีนในไต้หวัน สหรัฐ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
องค์กรนี้ก็คือ NGO ประเภทหนึ่งนั่นเอง มักจะใช้ศัพท์แบบการโฆษณาชวนเชื่อแล้ว ที่สำคัญก็คือ "ห้องทดลองประชาธิปไตยไต้หวัน" เกี่ยวข้องกับการเมืองของไต้หวันและจีนโดยตรง จะเห็นได้จากกิจกรรมเกี่ยวกับ "สงครามข้อมูลข่าวสาร"
ยุทธการแยกมิตรแยกศัตรู
ความน่ากังวลของการเอาเรื่องของไต้หวันกับจีนมาโยงเข้ากับประเทศอื่น คือมันจะทำให้ประเทศอื่นตกที่นั่งลำบากไปด้วย ประเทศที่ถูกตราหน้าว่าอยู่ใต้อิทธิพลจีนในดัชนี China Index ที่คนกลุ่มนี้ทำขึ้น บางประเทศเป็นทั้งมิตรกับไต้หวันและจีน แต่คนไต้หวันเหล่านี้กำงต้องการจะแยกมิตรให้เป็นศัตรูชัดๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก
เสิ่นปั๋วหยาง ถึงกับเคยกล่าวไว้ว่า "เมื่อผู้คนไม่เข้าใจจีนและไม่มีความตระหนักรู้ถึงมิตรหรือศัตรู การชักจูงให้พวกเขาไม่ใช้ผลิตภัณฑ์จีนหรือแอปจีนก็ไร้ความหมาย มีเพียงการสร้างความรู้สึกเป็นมิตรและศัตรูเท่านั้นที่เราสามารถดำเนินการต่อต้านในภายหลังได้"
แนวคิดของผู้อยู่เบื้องหลัง China Index เป็นแบบนี้ แล้วมันจะมีความเป็นกลางน่าเชื่อถือแค่ไหนกัน?
เมื่อตัวเองเป็นผู้เล่นก็ไม่มีความเป็นกลาง
นี่ไม่ใช่คำถามเรื่องใครเป็นประชาธิปไตยระหว่างไต้หวันกับแผ่นดินใหญ่ แต่เป็นคำถามเรื่องความเหมาะสมที่บางองค์การในไต้หวันหยิบเอาประเทศที่ความสัมพันธ์ทางการทูต การค้า และสังคมกับจีนอย่างแนบแน่น มาอธิบายโดยผ่านกระบวนการที่เป็นอคติของตนเองว่า ประเทศเหล่านี้ "ถูกล้างสมอง" และ "ถูกครอบงำโดยจีน"
เป็นการใช้คำที่ร้ายแรง ที่อาจจะกระทบต่อท่าทีของประเทศเหล่านี้กับไต้หวันเอง