“สาทิตย์” ซัดคดีฮั้ว สว.ฟางเส้นสุดท้ายทำศรัทธา กกต.พังทลาย จี้ ส่งสำนวนทั้งหมดให้ศาลฎีกา อย่าตัดตอนแค่ 77 คน วอนคนในกล้าหาญออกมาเปิดโปง หากถูกแทรกแซงจริง
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องที่พังทลายความสุจริตของ กกต. คือเรื่องการซื้อเสียง ก่อนที่จะมี กกต. มีการแจกปลาทู รองเท้าคนละข้าง หรือเงิน 120 บาท แต่พอมี กกต. การซื้อเสียงรุนแรงมากขึ้นทุกวัน ตั้งแต่ 500 จนไปถึง 1 หมื่นบาท สถิติการจัดการเรื่องซื้อเสียงลดน้อยถอยลงทุกวัน ทั้งการเลือกตั้งท้องถิ่น การเลือกตั้งระดับชาติ และการซื้อกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงขบวนการฮั้ว สว. ที่มีการใช้ทั้งอิทธิพล อำนาจการเมือง กระบวนการจัดตั้งทางการเมือง และเงิน เข้ามาจัดการ ซึ่ง กกต.ไม่สามารถจัดการได้เลย จนกลายเป็นเป็นคดีที่สังคมติดตามมาตลอดสองปี และจบลงด้วยความรู้สึกช็อตฟีลของคนทั้งประเทศ
นายสาทิตย์ กล่าวว่า การไม่สามารถจัดการเรื่องทุจริตการซื้อเสียง ทำให้ความน่าเชื่อถือของ กกต.จบลง ต่อไปจะดำเนินการหรือพูดอะไร สังคมจะเชื่อถือได้อย่างไร คดีฮั้ว สว.ที่วินิจฉัยไป เป็นการชี้ให้เห็นว่า ท่ามกลางการทุจริตใหญ่โต ในบรรดา กกต.เสียงข้างมาก มี 4 คนที่มาจาการเลือกของ สว.ที่ถูกกล่าวหา ได้ดำเนินการตัดตอน ไม่ให้สาวไปถึงตัวการใหญ่ของขบวนการ จัดการได้เฉพาะกรณีที่ชัดเจน
ขณะที่ กกต.เสียงข้างน้อย พอออกมาให้สัมภาษณ์ ก็ได้รับคำชื่นชมจากคนทั้งประเทศ เพราะมองว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง คดีฮั้ว สว.จึงกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายของศรัทธาที่มีต่อ กกต. แม้จะส่งสำนวนให้ศาลฎีกาแล้ว ประชาชนก็ไม่ได้คาดหวังอีกต่อไป
นายสาทิตย์ กล่าวว่า แม้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุว่าจะส่งสำนวนคดีฮั้ว สว.ไปให้ กกต. แต่ กกต.ก็ปฏิเสธไม่รับสำนวน ทั้งที่เป็นการทำคดีเรื่องฟอกเงินและอั้งยี่ สอดรับกับขบวนการฮั้ว สว.และยังมีการจับตาว่า เวลานี้ในดีเอสไอกำลังมีกระบวนการแทรกแซงทางการเมือง ไปถึงเจ้าหน้าที่ที่ทำสำนวนหลายคน
นายสาทิตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้ กกต. ส่งสำนวนของคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ให้กับศาลฎีกาทั้งหมด อย่าตัดตอนบางส่วน เหลือเฉพาะแค่ 77 คน ย้ำว่าต้องส่งทั้งหมด เพราะศาลฎีกามีอำนาจเรียกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ ดังนั้นสังคมไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่ กกต. แต่ฝากไว้ที่ศาลฎีกา และ กกต.จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต ถึงขนาดที่ว่าหากมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ต้องมีการทำลายโครงสร้าง กกต.แบบเดิม เปลี่ยนแปลงการสรรหาและอำนาจ แต่หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง กกต. จะทำให้กระบวนการเข้าสู่อำนาจในประเทศนี้บิดเบี้ยว เป็นการทำลายหลักการระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องตรวจสอบถ่วงดุล
นายสาทิตย์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการไต่สวน และตัดสินของศาลฎีกา ตนขอเตือนคนของ กกต.ว่าท่านยังมีโอกาส ใครก็ตามที่รับรู้เรื่องราวของอำนาจภายนอก ที่พยายามแทรกแซง ครอบงำ ชี้นำการตัดสินใจของ กกต. ขอให้ออกมาพูดและเปิดเผยความจริง เพื่อให้เห็นว่าอย่างน้อยยังมีคนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ที่จะรักษาเกราะกำบังของ กกต.เอาไว้ได้
นายสาทิตย์ กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า รายงานของ กกต.ที่นำเสนอมา ดูไม่น่าเชื่อถือ ในรายงานฉบับปี 2568 ระบุว่า กกต.ผ่านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส อยู่ในระดับ 93.47% ซึ่งประเมินโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตนขอถามว่าเป็นไปได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่มีการตัดตอนคดีฮั้ว สว.