สภาเดือด! "พริษฐ์" ลุกอภิปรายแฉหลักฐานคนใกล้ชิดพรรคภูมิใจไทยเอี่ยวฮั้ว สว. จี้ กกต. รื้อคดีหาก ศาลฏีกาพบความเชื่อมโยงกับคนที่ กกต. ไม่สั่งฟ้อง ก่อนถูกประธานสภาสั่งห้ามพาดพิง "อนุทิน - ภูมิใจไทย"
การอภิปรายของ สส. โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกอภิปรายเป็นคนแรก โดยได้ย้ำถึงมติของ กกต. ที่วินิจฉัยในคดีฮั้ว สว. ที่สั่งฟ้อง สว. และผู้ที่เกี่ยวข้องรวม 77 คน โดยไม่พบว่ามีการสั่งฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรี หรือกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย แต่จากการสืบสวนพบรายละเอียดสำคัญกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น อดีตรองประธานสภาฯ จากพรรคภูมิใจไทย จ.นครพนม สส.สุโขทัย พรรคภูมิใจไทย อดีตผู้สมัคร สส.ภูเก็ต พรรคภูมิใจไทย บิดาของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย หลานของรองนายกฯ จากพรรคภูมิใจไทย นายก อบจ.ภาคใต้ ที่ร่วมหาเสียงกับพรรคภูมิใจไทย ผู้ช่วย สส. เจ้าหน้าที่ธุรการของพรรคภูมิใจไทย
“ความพยายามของ กกต. เสียงข้างมากปฏิเสธความเป็นขบวนการโกง สว. ไม่ต่างกับที่บอกว่าหากสมมติมีการวางระเบิด 20 จุดในกทม.ด้วยรูปแบบเดียวกัน กกต. บอกว่าให้พิจารณาแต่ละเหตุการณ์แยกขาดจากกัน ดูเฉพาะหลักฐานที่แยกเฉพาะจุด ไม่ให้พิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างกันและกัน รวมถึงไม่ให้พิจารณาว่ามีองค์กรใดอยู่เบื้องหลังวางแผนและบงการขบวนการ” นายพริษฐ์ อภิปราย
นายพริษฐ์ อภิปรายต่อว่ามีหลักฐานที่ได้จากการสืบสวนพบว่า นางรัตนา บ่อถ้ำ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว นายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และเจ้าหน้าที่พรรคภูมิใจไทย หากพรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวข้องกับการโกงสว. จึงมีข้อมูลว่านางรัตนาโทรศัพท์คุยกับ สว. 19 คน รวม 62 ครั้ง คาบเกี่ยวกับการเลือกสว. ประชุมที่โรงแรมพูลแมน และช่วงการทำงานของสว.
“หากต้องการให้มั่นใจว่า การโทรศัพท์ไม่เกี่ยวข้องกับโกง สว. ผู้เชี่ยวชาญของสส.โทรศัพท์หากสว. จำนวนมากทำไม ทั้งนี้แม้ทางพรรคภูมิใจไทยจะบอกว่าไม่เกี่ยวกับการเลือก สว. ผ่านคำสั่งของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวเพราะเสี่ยงขัดต่อกฎหมาย แต่ถึงวันนี้ กกต. ยืนยันและสั่งฟ้องคนจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย มีความเป็นไปได้ 2 ทาง คือ นายอนุทิน ทำงานไม่ได้เรื่อง” นายพริษฐ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อนายพริษฐ์ อภิปรายถึงพรรคภูมิใจไทย รวมถึงพาดพิงถึง นายอนุทิน พบว่า มี สส.ของพรรคภูมิใจไทย ประท้วงการอภิปรายว่าไม่อยู่ในเนื้อหาของรายงาน อีกทั้งการพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทยถือว่าสร้างความเสียหายต่อพรรค
โดยนายโสภณ วินิจฉัยให้นายพริษฐ์ใช้ดุลยพินิจแยกบุคคลออกจากพรรคภูมิใจไทย เพราะไม่เกี่ยวข้องกัน ส่วนใครทำความผิดหรือมีพฤติกรรมไม่เกี่ยวข้องกับพรรค ส่วนกรณีที่พาดพิงถึงนายอนุทิน ประเด็นที่บอกว่าทำงานไม่ได้เรื่อง เป็นการกล่าวหา ส่วนเวทีสภาฯตอนนี้ไม่ใช่เวทีกล่าวหานายกฯ ตนไม่เห็นด้วยกับการกล่าวหาเพราะไม่เกี่ยวกับรายงาน กกต.
จากนั้น นายพริษฐ์ อภิปรายต่อว่า ตนขอให้ฟังตนให้จบ เพราะกรณีที่ กกต. สั่งฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องกับโกง สว. รวม 77 คน นั้น ที่เกี่ยวข้องกับบพรรค มีความเป็นไปได้ว่า นายอนุทิน ทำงานไม่ได้เรื่องที่กำชับสมาชิกพรรคไปยุ่งเกี่ยว หรือมีความเป็นไปได้ที่ 2 คือ นายอนุทินและแกนนำพรรคภูมิใจไทยร่วมกันโกงเลือก สว. และกกต.ปกป้อง
ทำให้นายโสภณ กล่าวขึ้นว่า “ประเด็นนี้ไปกันใหญ่ จะพูดแบบนั้นไม่ได้ ทำงานไม่ได้เรื่อง หรือ ร่วมกันโกง ไม่ได้ จะกล่าวหาไม่ได้ เพราะอย่างน้อย กกต. วินิจฉัยแล้ว ส่วนจะยอมรับหรือไม่ยอม เป็นเรื่องของท่าน แต่ในกระบวนการทางกฎหมายนายอนุทิน ชาญวีรกุล ไม่เกี่ยวข้อง จึงไม่ส่งฟ้องงศาล ดังนั้นพูดประเด็นนี้ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง ผมไม่ให้ถอน แต่พูดไม่ถูกต้อง และขอใช้อำนาจประธาน ห้ามพูดอีก หากพูดอีกจะไม่อนุญาตให้อภิปรายต่อ”
จากนั้นนายพริษฐ์ โต้แย้งว่า “ผมตกใจ วันจันทร์ ประธาน กกต. ชี้แจงว่านายอนุทินไม่เกี่ยวข้องอย่างไร แต่วันนี้ไม่คิดว่าจะได้ยินจากประธานสภานด้วย” ก่อนจะอภิปรายต่อว่า กกต. ไม่มีมาตรฐานการใช้ดุลยพินิจคดีของ สว. ทั้งที่ปีที่แล้ว สั่งฟ้องเพราะแชทไลน์แลกคะแนน แต่ปีนี้ มี สว. 130 คน ที่ตัวเลขสอดคล้องในโพย ซึ่งเป็นความชัดเจนต่อการแลกคะแนนอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ตนมีข้อเสนอให้ กกต. ทำเป็นขั้นต่ำ คือ เปิดเผยมติทั้งหมดทุกข้อกล่าวหา ไม่เฉพาะผลการลงคะแนนแต่ต้องมีเหตุผลรายคน และ กกต.ส่งสำนวนที่เกี่ยวข้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดไปศาลฏีกา นอกจากนั้น กกต. จะเดินหน้าสืบสวนหลักฐานการโกงสว. ที่ปรากฎต่อสาธารณะแต่ไม่อยู่ในสำนวนสอบสวน และหากศาลไต่สวน 77 คน พบความเชื่อมโยงกับบุคคลอื่นจะรื้อคดีและสั่งฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องไปที่ศาล