“สิทธิโชติ” กกต. เสียงข้างน้อย แฉ หลักฐานฮั้ว สว. เชื่อมโยงนักการเมือง-พรรคการเมืองชัด แต่ถูกตีตก

“สิทธิโชติ” กกต. เสียงข้างน้อย แฉ หลักฐานฮั้ว สว. เชื่อมโยงนักการเมือง-พรรคการเมืองชัด แต่ถูกตีตก
"สิทธิโชติ" กกต. เสียงข้างน้อย เผยหลักฐานฮั้ว สว. เชื่อมโยงนักการเมือง-พรรคการเมืองชัด แต่ถูกตีตก  บางกรณีถูกตัดตอนตั้งแต่ระดับอำเภอ โดยผลลงมติ 5 ต่อ 2 ไม่สั่งฟ้องแกนนำพรรคภูมิใจไทย

นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ คณะกรรมการเลือกตั้ง  ในฐานะเสียงข้างน้อยในการลงมติคดีฮั้ว สว. ว่า จากที่ติดตามข่าว การแถลงของ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เมื่อวันที่ 14 ก.ย. นั้น ซึ่งก่อนแถลงข่าว มีการตกลงกันแล้ว ว่าในการแถลงข่าวจะต้องชี้แจงทีละข้อกล่าวหา ว่า กกต.มีมติเสียงข้างมากเท่าใด เพื่อความชัดเจน พร้อมกับยกเอกสารข่าวของศาลรัฐธรรมนูญที่มีการแจ้งถึงมติในแต่ข้อกล่าวหาที่ชี้มูล ว่าเสียงข้างมากเสียงข้างน้อยเป็นอย่างไร

”ในที่ประชุมพูดกันว่า ไม่ถึงขนาดต้องบอกชื่อ ว่าเสียงข้างมากเป็นใคร เสียงข้างน้อยเป็นใคร แต่ขอให้ชัดว่าในแต่ละข้อกล่าวหานั้น กกต. ลงมติเสียงข้างมากเป็นอย่างไร เราเคารพเสียงข้างมากแล้วเสียงข้างน้อย มีกี่เสียง ท่านไปแถลงอาจไม่ได้อยู่ในเสียงข้างมากท่านอาจไม่ทราบเหตุผลของเสียงข้างน้อยก็ต้องแถลงเหตุผลของท่านตามที่ท่านลงในซีกของท่าน แต่ขอให้แจ้งว่าในทุกมติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ มีเอกสารในเรื่องของซึ่งบางคนที่ยกก็มีเอกสารว่าไม่ได้เกี่ยวข้องไม่ได้มีบทบาทตามข้อกล่าวหา แล้วที่ลงบางอันก็เอกสารว่ามีความชัดเจนเรื่องของพยานบุคคลและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เช่น โทรศัพท์ และเส้นเงิน ก็เป็นเอกสารไป“ นายสิทธิโชติ กล่าว

นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ส่วนสำคัญในข้อกล่าวหาที่ 1-2 เกี่ยวกับการกระทำของบุคคลในพรรคการเมือง  กรรมการบริหารพรรค สส. มติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ ซึ่งบางคนที่มีความสำคัญจะมีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้อง หรือมติข้อกล่าวหาต่อบางคนที่ถูกร้อง 6 ต่อ 1 ส่วน กรรมการบริหารพรรคบางคนที่ไม่เกี่ยวข้องเลยก็มี มีมติยกคำร้องเป็นเอกฉันท์ก็มี ย้ำว่าเป็นการพิจารณาตามเนื้อผ้าแต่ไม่ใช่มติ 5 ต่อ 2 ทั้งหมด

เมื่อถามว่า ข้อกล่าวหาที่ 1 ที่ 2 ที่จะพัวพันไปถึงกรรมการบริหารพรรค ในฐานะเสียงข้างน้อยมองว่าสามารถเอาผิดได้มากน้อยแค่ไหน นายสิทธิโชติ ยอมรับว่า ตนเอง และนายชาย นครชัย กกต. เป็นเสียงข้างน้อย ซึ่งเห็นว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏ ค่อนข้างที่จะเชื่อได้ เพราะต้องมองบริบทว่า การกระทำ ไม่ได้ทำที่จุดเดียว แต่กระจายไปทั้งประเทศ และที่จับได้ไล่ทัน มีอยู่บางจุด ที่กระบวนการในจังหวัดนครศรีธรรมราช  ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ สุโขทัย มีการประชุมในแต่ละโรงแรมเพื่อจัดทำโพย ซึ่งโพยที่จับได้มี 12 โพย ระบุหมายเลขที่เขียนเอาไว้ ซึ่งคนที่ได้คะแนนสูงสุด 7 อันดับแรกจะอยู่ใน 12 หมายเลข เกิดจากกลุ่มที่มาทำโพยกัน ก็แสดงให้เห็นว่าการทำโพยนั้นเป็นการทุจริตการเลือก และอาจนำไปสู่การยื่นฟ้องอาญา หากเข้าข่ายการกระทำผิดตามมาตรา 77(1)

“ ถ้าเรามองอย่างนี้ ทุกพื้นที่ล้วนเกี่ยวข้องกับพรรคพรรคเดียว ไม่มีพรรคการเมืองอื่นเข้ามาแทรกเลย ทุกคนล้วนเป็นสมาชิกพรรคหรือเกี่ยวกับพรรค แล้วในกลุ่มดังกล่าวเมื่อจัดทำโพยเสร็จ ไปสอดคล้องกับพยานที่กลับคำให้การ เพราะให้การครั้งแรกมีการกระทำจากการประชุมพรรคมอบหมาย สส.ในพื้นที่หรือบุคลากรของพรรคดังกล่าวเป็นคนดำเนินการ และมีการดำเนินการเช่นนั้นจริง ผมไม่ได้เชื่อว่าคนคนนี้พูด ตัวคนจะมีน้ำหนักเชื่อถือหรือไม่ แต่ผมเชื่อถือว่าคำพูดของเขาได้รับการปฏิบัติและเกิดขึ้นจริงตามคำพูดหรือไม่ ถ้าพิสูจน์ได้จากพยานนี้ว่าเกิดขึ้นจริง เป็นไปตามคำของเขามันก็น่าเชื่อถือ" นายสิทธิโชติ กล่าว

ในส่วนเรื่องเบอร์โทรศัพท์และเส้นเงิน ก็ต้องมาดูว่าพยานปากนี้ ให้การ ว่า มีการติดต่อใครจากพรรคการเมืองนี้ ทั้งสมาชิกพรรคหรือกรรมการบริหารพรรค หรือ สส. ก็มีเงื่อนงำเชื่อมโยงกันอยู่ พอตรวจสำนวนเจอว่าเชื่อมโยงกันจริง  ซึ่งหลังประกาศผลมีการนัดประชุม สว. ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพ วันที่ 21 และคนที่ที่อยู่ในพรรคการเมืองนั้นมาร่วมประชุม ซึ่งพยานเป็นเลขาของ สส. และเป็นถึงหน้าห้องรัฐมนตรี   และมาเป็น สว. ซึ่งมาเป็นพยานให้ กกต. ว่า วันที่ 21 นั้นมีการนัดประชุม สว. ใหม่ เพื่อกำหนดบุคคลที่จะทำหน้าที่ประธานและรองประธานวุฒิสภา

”มีการเก็บโทรศัพท์ และพบคนสำคัญของพรรคเดินออกมา อาจจะพบถึงหัวหน้าพรรคด้วยซ้ำ แต่เผอิญหัวหน้าพรรคอาจจะอยู่คนละห้อง ไม่ได้อยู่ในห้องที่เก็บโทรศัพท์ พฤติการเหล่านี้รวมถึงการมีโทรศัพท์ติดต่อกันของรัฐมนตรีบางคนภายหลัง หรือช่วงเวลาการเลือก มันสอดคล้องกันไปหมด ความเห็นเสียงน้อยเห็นว่ากรณีเช่นนี้ ถือว่าเป็นการสนับสนุนให้มีการทำโพยฮั้วในแต่ละจังหวัดตามที่พยานให้การ“ นายสิทธิโชติ  กล่าว

นอกจากนี้ยังมีพยานอีกปากชื่อนายดิเรก ให้การสอดคล้องกับพยานปากนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้เล่ามาตรงกับพยานที่ 16/26 ซึ่งเป็น 2 คนแล้ว และพยานที่กลับคำให้การ ตนเห็นว่าไม่น่ากลับคำด้วยกันถูกข่มขู่ เพราะเขาเป็นใคร ใครจะข่มขู่ก็ได้ เขาเป็นผู้มีบารมีเป็น สส. ของพรรคการเมือง ตอนให้การยังเป็น สส.ใครจะข่มขู่เขา    ส่วนอีกคนที่กลับคำให้การก็เป็นพ่อตาของหัวหน้าพรรคการเมืองระดับสำคัญ ใครจะกล้าข่มขู่ และอีกหนึ่งข้อเท็จจริง คือ มีมายื่นหนังสือกลับคำให้การ ตอนนั้นมีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 แล้ว คาดว่าจะเป็นวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ห่างจากช่วงเวลาที่ให้การนานมาก

”ข้อพิรุธทั้งหลายทั้งปวงที่ฟังมานี้ เชื่อว่า เมื่อฟังประกอบกับทุกสิ่งมองช้างทั้งตัวแล้ว เราจะรู้ว่าช้างตัวจริงอยู่ตรงนี้ ที่เหลือปลีกย่อยก็ผิดไป แต่ช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้เมื่อประกอบร่างต้องเป็นอย่างงั้น ความเห็นเสียงข้างน้อยก็เลยเห็นควรว่าผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 ซึ่งจะต้องไปด้วยกัน ข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2  ก็มีเท่านี้ เพียงแต่ว่าท่านประธานอาจไม่มีตัวเลขในมือในเวลานั้น ท่านบอกผมในที่ประชุมวันนี้ ว่าเป็นความเห็นของเสียงข้างมาก แต่ผมฟังยังไม่เห็นว่าเป็นเสียงข้างมาก“ นายสิทธิโชติ  กล่าว
นายสิทธิโชติ กล่าวว่า การยกคำร้องข้อกล่าวหาที่ 1 และกล่าวหาที่ 2 มติ กกต. ที่ยกคำร้องก็ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ ส่วนในบุคคลสำคัญมีแต่มติ 5 ต่อ 2 

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ที่จะมีการฟ้อง 157 กับ กกต.นายสิทธิโชติกล่าวว่า ตนไม่จำเป็นต้องป้องกันตัวเอง ฟ้องตนไปตนก็มีหลักฐานการปฎิบัติหน้าที่และมีเหตุผลในการเขียนชี้แจงยึดโยงข้อกฎหมายทั้งหมด ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยสั้นๆ เหมือนเหตุผลที่ศาลเขียน ว่าเห็นภาพอย่างไรมีพยานอ้างอิงจับต้องได้

เมื่อถามว่ามติ กกต.ที่ออกมาไม่ได้เป็นเพียงเสียงข้างน้อยข้างมาก แต่สะท้อนถึงความแตกแยกของ  กกต.หรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า กรรมการแต่ละท่านแยกแยะได้ ว่าเรื่องนี้เห็นไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เรื่องนี้ไม่ใช่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่ความเห็นไม่ตรงกันด้วยต่างคนต่างมีเหตุผล เหตุผลที่ได้แจ้งไปเป็นการหยิบเล็กหยิบน้อย ของการกระทำแต่ละกลุ่มนำมาวิเคราะห์รวมกัน เพื่อทำให้เห็นว่ามีเบื้องหลังที่มาอย่างไร   เหมือนที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยทำการพิจารณาหยิบเล็กหยิบน้อยแล้ววินิจฉัยว่าการกระทำของพรรคการเมืองหนึ่งเป็นบ่อนทำลาย ส่วนเราก็หยิบเล็กหยิบน้อยเพื่อเห็นว่าช้างทั้งตัวเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่จับแค่งวงเมื่อไหร่ จับผสมกันได้หมดนั่นแหละ คือ ช้าง
เมื่อถามว่า มติของ กกต. 77 คน ที่ออกมาถือว่าเป็นมติเอกฉันท์ทั้งหมดหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่ามีเอกสารอยู่บางกลุ่ม ส่วนการลงมติผู้ถูกกล่าวหา สว. ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอยู่ ในบางกลุ่ม ไม่เชิงเป็นเอกฉันท์ มีมติ 4 ต่อ 3 แต่ที่เอกฉันท์ไม่ใช่ สว. เป็นโหวตเตอร์ที่มีเส้นเงินชัดเจน หนีไม่ออก ลงมติเป็นเอกฉันท์ แต่เสียงข้างน้อยยืนอยู่ 2 ที่จะลงโทษชัดเจน

เมื่อถามว่าเส้นเงินที่มีความชัดเจนเชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองเลยหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่าเส้นเงินของนักการเมือง ที่มีข้อสงสัย ไม่มีเส้นเงินออกจากตัวเองแต่จะออกจากคนรอบข้างคนที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน สิ่งที่ปรากฏจากพยานคือการใช้เงินสด ชั้นที่สี่ของที่ทำการพรรค เป็นคำกล่าวอ้างไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์ ส่วนเส้นเงินมีปัญหา บางคนได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า สว. ตัวจริงบางคน จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เส้นไปไปถึงไหน นั้นได้สอบถามคณะอนุที่ 26 ซึ่งพบว่ามีมือโอนมือจ่ายไปทางจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ กกต. มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับเส้นนี้ จึงไปต่อไม่ได้ แต่ส่วนตัวยังเห็นว่าผิด

เมื่อถามว่า ในการพิจารณาหลักฐานของอนุกรรมการแต่ละชั้น ต้องมีมติในการตรวจสอบพยานหลักฐานต่อหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ตอนนี้สำนวนจบแล้ว อยู่ที่ว่าจะส่งศาลฎีกาว่ามีความผิดหรือไม่ด้วยพยานหลักฐานที่มีอยู่ พยานหลักฐานนอกเหนือจากนี้ไม่ได้อยู่ในสำนวนไม่ได้ควานหาอีก เนื่องจากเนื่องจากหมดเวลา ส่วนทางดีเอสไอทำเรื่องฟอกเงิน 

เมื่อถามย้ำว่าบุคคลที่ ไม่ได้ถูกกล่าวหาจากทาง กกต. อาจจะถูกกล่าวหาจากทาง ดีเอสไอได้ เนื่องจากเส้นเงินสาวไปถึง นายสิทธิโชติ กล่าวว่าก็อาจจะเป็นไปได้ดีเอสไอต้องไปวิเคราะห์เอาเอง

เมื่อถามว่าในพยานหลักฐานมีการพูดถึงคนระดับรัฐมนตรีเป็นผู้คิดสูตรฮั้ว สว. จริงหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า มีพยานพูดถึง แต่มีเพียงถ้อยคำคำพูดเท่านั้น แต่ไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุนเป็นเพียงคำพูดอย่างเดียว"อย่างที่ผมพูดคำพูดของคนมันเชื่อไม่ได้ แม้แต่ตัวคนเรายังไม่เชื่อเลย ว่าสิ่งที่เขาพูดเกิดขึ้นจริงไหม ถ้าเกิดขึ้นจริงมันก็น่าเชื่อ" นายสิทธิโชติ  กล่าว

เมื่อถามว่าพยานมีการให้การขัดแย้งกันหรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า มีความขัดแย้งบ้าง คือพยานปาก 16/26 บอกว่าหากได้ สว.ระดับประเทศที่จะไปเลือก อยู่ในกลุ่ม  15-20 คน จะได้โควตา สว. ตัวจริง 1 คน แล้วให้ส่งชื่อไปยังผู้มีอำนาจในพรรคมีสายโทรศัพท์เชื่อมถึงด้วย ซึ่งจะให้ส่งต่อไปยัง สส. และส่งต่อไปยังรัฐมนตรี เพื่อลงในโพย ซึ่งพยาน 2 ปาก ให้ข้อมูลขัดแย้งกันคนนึงบอกว่าส่งได้  2 คน เรื่องนี้เรียกมาสอบหลังจากเกิดเหตุการณ์นานกว่า 1  ปี การกระทำเหล่านี้เป็นการปกปิดวิธีการทำ แต่ทุกครั้งที่มีการนัดประชุมจะมีการเก็บโทรศัพท์ ห้ามถ่ายภาพหรือยึดเครื่องมือสื่อสารทั้งหมด แต่คนจำนวนมากปิดยากหน่อย 

ทั้งนี้ พยานที่ 16 ที่มากลับคำให้การแล้วบอกว่าโพยไม่มีอยู่จริง มาทำโพยเอาทีหลังหลังจากที่คณะที่ 26 มาสอบ  ขอให้กลับไปดูกล้องวงจรปิดในวันเลือกระดับประเทศ 26 มิถุนายน 2567 กล้องยังถ่ายอยู่มีผู้มีสิทธิ์เลือก สว. ดึงโพย ออกมาเพื่อจะลอก แสดงว่าในวันนั้นมีโพยอยู่แล้ว ไม่ได้มาทำในช่วงที่คณะที่ 26 สืบสวน และคนที่จับได้และมาให้การ บางคนถ่ายภาพไว้แต่ไม่รู้ว่ายังอยู่ในโทรศัพท์ จึงเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่คณะที่ 26 มากลั่นแกล้งเขา เราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ต้องดูว่าใครถูกกลั่นแกล้ง แต่หากเราเชื่อว่าโพยนี้มีอยู่จริง ซึ่งมีเกลื่อนเมืองและมีการฟ้องกันเกือบทุกจังหวัด ก็ต้องมาพิจารณา ว่าใครเป็นคนทำ แล้วต้องดูว่าทำผิดมากน้อยแค่ไหน

"คณะที่ 26 ที่ตั้งขึ้น เนื่องจากพนักงานสืบไต่ทุกจังหวัดที่มีการร้องเรียน ทุกคนถูกตัดตอนที่อำเภอหมดเลย ว่าผมมาสมัครเองควักเงินเอง แต่ละคนก็พูดทำนองนี้ว่าผมสนใจในการเมือง แต่ก็เห็นคนอื่นดีกว่าผมก็เลยไม่เลือกตัวเอง ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่มีจะกิน ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นลูกจ้างของเจ้านายที่ให้มาสมัคร มันเห็นชัดแต่ก็ถูกตัดตอน แบบนี้ก็ไปไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นจำเป็นจะต้องใช้ความร่วมมือทางกฎหมาย ว่าต้องขอความร่วมมือจากดีเอสไอ  เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบภาค มานั่งคิดกันตั้งแต่ต้น ผมนำเรียนกับ กกต. ตั้งแต่แรกว่าต้องอย่างนี้ถึงจะทำให้งานไปด้วยกันได้ "นายสิทธิโชติ กล่าว

TAGS: #กกต #ฮั้วสว #สั่งฟ้องสว #กกตเสียงข้างน้อย #พรรคการเมือง