"อภิสิทธิ์" ลั่น 14 ก.ย.ไม่ใช่จุดจบคดีฮั้ว สว. แต่คือจุดเริ่มต้นบทต่อไป เผย 4 แนวทางต่อสู้

“อภิสิทธิ์” นำทีมกฎหมาย ปชป. แถลงต่อมติ กกต. คดีฮั้ว สว. ลั่น วันที่ 14 ก.ย. เพิ่งเริ่มต้น เผย 4 แนวทางต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  พร้อมด้วยทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ และนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. พรรคฯ นายราเมศ รัตนะเชวง ประธานคณะกรรมการกฎหมายพรรคฯ ร่วมแถลงข่าวถึงมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีการลงมติฟ้องคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ต่อศาลฎีกา โดยย้ำว่าวันที่ 14 กันยายน ไม่ใช่จุดจบของเรื่อง แต่คือจุดเริ่มต้นของบทต่อไปในการพิสูจน์ความจริง

นายอภิสิทธิ์  ตั้งข้อสังเกตต่อมติ กกต. ที่สั่งดำเนินคดีบุคคลเพียง 77 ราย ซึ่งถือเป็นจำนวนที่น้อยกว่าข้อเสนอของคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ที่เคยเสนอให้ดำเนินคดีมากถึง 229 ราย และยังน้อยกว่าความเห็นของฝ่ายเลขาธิการ กกต. โดยตั้งข้อสังเกตว่า กกต. พยายามนำมาตรฐานคดีอาญา ที่ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยมาจับ ทั้งที่อำนาจ กกต. ครอบคลุมคดีเลือกตั้ง ซึ่งใช้เพียงหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

นายอภิสิทธิ์ ชี้ให้เห็นด้วยว่า ข้อหาที่ 3 ถึง 7 ที่ กกต. ฟันผู้ต้องหา 77 คนนั้น มีลักษณะพฤติกรรมเป็นขบวนการอย่างชัดเจน บุคลากรหลายคนสังกัดพรรคการเมืองเดียวกัน และมีรูปแบบการกระทำคล้ายคลึงกันอย่างเป็นระบบ แต่ กกต. กลับมองเป็นความผิดรายบุคคล โดยไม่ขยายผลไปถึงผู้วางแผน อยู่เบื้องหลัง

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงกรณีพยานที่กลับคำให้การ โดย กกต. อ้างเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองและอิทธิพลข่มขู่ ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในขณะนั้น อีกทั้งการกลับคำให้การเป็นเพียงหนังสือที่ไร้รายละเอียดของบุคคลที่อ้างว่าข่มขู่ และการที่ กกต. ไม่ดำเนินคดีแจ้งความเท็จกับพยานดังกล่าว รวมถึงไม่เปลี่ยนสถานะพยานกลับมาเป็นผู้ถูกกล่าวหา ถือเป็นข้อพิรุธสำคัญในกระบวนการทำงาน

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้สรุปแนวทางการเคลื่อนไหวและติดตามคดีในระยะต่อไปไว้ 4 ประเด็น คือ

1. ขอให้ DSI ขยายผลคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ในเมื่อ กกต. ชี้มูลความผิดตามมาตรา 77 แล้ว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ต้องเดินหน้าสอบสวนผู้เกี่ยวข้องที่เป็นร้อยรายตามที่อัยการเคยติงไว้ พร้อมเรียกร้องรัฐบาลห้ามแทรกแซงหรือโยกย้ายย้ายเจ้าหน้าที่ทำสำนวน

2. เรียกร้อง กกต. ส่งสำนวนอนุฯ 26 ให้ศาลฎีกาเพื่อให้ระบบไต่สวนของศาลฎีกาได้รับข้อมูลครบถ้วน หากศาลไต่สวนแล้วพบความผิดพัวพันเกินกว่า 77 คน กกต. จะต้องดำเนินการต่อ ไม่สามารถตัดจบได้

3.หนุนผู้เสียหายฟ้องผิด กกต. ม.157  โดยพรรคเตรียมทีมกฎหมายช่วยเหลือผู้เสียหาย เพื่อยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง   ตามกฎหมาย กกต. มาตรา 69  ป.อาญา มาตรา 157 และ ป.ป.ช. มาตรา 172

4. ยื่นช่องทางรัฐธรรมนูญปกป้องสิทธิ พรรคฯ สนับสนุน สว. สำรอง และผู้สมัครทุกระดับ ยื่นร้องต่อศาลฎีกาหรือศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพและการใช้สิทธิที่ลบล้างระบบการปกครองตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

ในช่วงตอบคำถามสื่อมวลชน นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่า กกต. ต้องแสดงความโปร่งใสด้วยการเปิดเผยคำวินิจฉัยส่วนบุคคลพร้อมเหตุผลอย่างละเอียด พร้อมยกตัวอย่างคำชี้แจงที่ไม่สมเหตุสมผล เช่น การอ้างว่าโทรศัพท์หากันหรือไปอยู่โรงแรมเดียวกันจริงแต่ไม่รู้ว่าคุยเรื่องอะไร โดยมีเพียงบางราย เช่น รมต. นภินทร ศรีสรรพางค์ ที่ชี้แจงว่าเจอกันเรื่องไก่งวง แต่ผู้บริหารพรรคการเมืองรายอื่นกลับปฏิเสธลอยๆ โดยไม่ชี้แจงข้อเท็จจริง

ส่วนกรอบการดำเนินคดีอาญาต่อ กกต. นั้น นายอภิสิทธิ์ ระบุว่าจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด โดยแนะนำให้ผู้เสียหายโดยตรงเป็นผู้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติผิดชอบกลาง เนื่องจากมีข้อจำกัดทางกฎหมายน้อยกว่าพรรคการเมือง และถือเป็นการปกป้องประโยชน์สาธารณะของระบบประชาธิปไตย

TAGS: #ประชาธิปัตย์ #อภิสิทธิ์ #คดีฮั้วสว #สั่งฟ้องสว