“จักรภพ” รับสภาสมัยใหม่วาระหนัก จับตากู้ 4 แสนล้าน–งบปี 70–กฎหมายกว่า 160 ฉบับ 

“จักรภพ” รับสภาสมัยใหม่วาระหนัก จับตากู้ 4 แสนล้าน–งบปี 70–กฎหมายกว่า 160 ฉบับ 
“จักรภพ” รับสภาสมัยใหม่วาระหนัก จับตากู้ 4 แสนล้าน–งบปี 70–กฎหมายกว่า 160 ฉบับ  พร้อมชู “เครื่องจักรกลเกษตรฝีมือคนไทย” ลดต้นทุน–เพิ่มผลผลิต ปั้นเกษตรอุตสาหกรรมเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

นายจักรภพ เพ็ญแข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงการเริ่มต้นสมัยประชุมใหม่ของสภาผู้แทนราษฎรว่า สมัยประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญและงานด้านนิติบัญญัติจำนวนมากรอการพิจารณา ทั้งประเด็นเงินกู้วงเงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะทยอยเข้าสู่การพิจารณาครั้งละ 2 แสนล้านบาท การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ตลอดจนร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ อีกไม่น้อยกว่า 160 ฉบับ

นอกจากนี้ ยังมีการทำงานต่อเนื่องของคณะกรรมาธิการหลายคณะ รวมถึงภารกิจในฐานะสมาชิกรัฐสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่มีกระแสข่าวว่าฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทำให้สมัยประชุมนี้ถูกจับตามองว่าจะเป็นอีกช่วงเวลาสำคัญทางการเมืองและการขับเคลื่อนนโยบายของประเทศ

นายจักรภพ ระบุว่า ก่อนเข้าสู่ภารกิจสภาเต็มรูปแบบ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่บริเวณรอยต่ออำเภอวังน้อย จังหวั ดพระนครศรีอยุธยา กับอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ตามคำเชิญของบริษัทในเครือ CLP ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรของไทย เพื่อศึกษาศักยภาพของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พัฒนาโดยคนไทย โดยเครื่องจักรจำนวนมากได้รับการคิดค้นและพัฒนาขึ้นเอง พร้อมมีสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรรองรับ

การลงพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความสนใจต่อเนื่อง หลังจากได้ศึกษาปัญหาและศักยภาพของภาคทุเรียนและมันสำปะหลัง โดยเห็นว่าไทยจำเป็นต้องเร่งค้นหาตัวทำเงิน หรือ Cash Cow ใหม่ให้ประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยรับผิดชอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเห็นโอกาสที่จะประสานนโยบายและผลักดันศักยภาพของภาคเกษตรไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

จากการรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ประกอบการกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง นายจักรภพเห็นว่า จุดแข็งที่สำคัญประการหนึ่งของผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรไทย คือการนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากอุตสาหกรรมยานยนต์มาผสานกับภาคเกษตร ทำให้เกิดการต่อยอดทักษะระหว่างสองอุตสาหกรรม และพัฒนาเป็นเครื่องจักรที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของเกษตรกร

แนวทางการพัฒนาไม่ได้เป็นเพียงการนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้โดยตรง แต่เป็นการนำองค์ความรู้บางส่วน โดยเฉพาะแนวคิดจากญี่ปุ่น มาปรับให้เข้ากับความต้องการของเกษตรกร สภาพพื้นที่ และระบบการผลิตของไทย พร้อมสร้างเครือข่ายผู้นำเกษตรกรเพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและสะท้อนความต้องการจากผู้ใช้งานจริงกลับเข้าสู่กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรไปยังหลายภูมิภาค ตั้งแต่เอเชียไปจนถึงแอฟริกา และอยู่ระหว่างผลักดันการส่งออกล็อตสำคัญไปยังประเทศหนึ่งในอาเซียน อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญของภาคเอกชนไทยยังอยู่ที่การเข้าถึงกลไกภาครัฐของประเทศคู่ค้า ซึ่งผู้ประกอบการเพียงลำพังอาจมีข้อจำกัด จึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและประสานงานจากภาครัฐไทยอย่างเป็นระบบ

นายจักรภพ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ประเทศไทยมีภาคเกษตรเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญมายาวนาน แต่กลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรของตนเองอย่างจริงจังเท่าที่ควร และพึ่งพาการจัดซื้อเครื่องจักรและเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เงินทุนไหลออกและเกษตรกรต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ประสิทธิภาพและผลผลิตกลับไม่เพิ่มขึ้นในระดับที่เพียงพอต่อการแข่งขัน

“หากประเทศไทยไม่เร่งพัฒนาเรื่องนี้ตั้งแต่วันนี้ ในอนาคตเราอาจไม่สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตทางการเกษตรของตัวเองได้ และนั่นจะกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรและประเทศ” นายจักรภพกล่าว

อีกประเด็นสำคัญคือ การพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรไม่ควรเริ่มจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจาก “ความต้องการของเกษตรกร” และผู้นำในพื้นที่ เพราะเครื่องจักรจะสร้างประโยชน์ได้จริงต่อเมื่อเกษตรกรเห็นความจำเป็นและพร้อมนำไปใช้เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับกระบวนการผลิต

นายจักรภพ เห็นด้วยกับข้อเสนอของภาคเอกชนที่ว่า ภาครัฐควรเลือกพื้นที่ซึ่งเกษตรกรมีความพร้อมและมีความต้องการพัฒนาก่อน เพื่อสร้างพื้นที่ต้นแบบและผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่น โดยจะนำแนวคิดดังกล่าวไปพิจารณาเป็นหนึ่งในแนวทางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการทำงานต่อไป

ทั้งนี้ นายจักรภพ ยืนยันว่าจะเดินหน้าศึกษาและดูงานจากผู้ประกอบการรายอื่นเพิ่มเติม เพื่อนำข้อมูลจากหลายฝ่ายมาประกอบกัน โดยมองว่าเครื่องจักรกลการเกษตร นวัตกรรมไทย และการยกระดับภาคเกษตรสู่อุตสาหกรรมที่มีผลิตภาพสูง ไม่ใช่เพียงเรื่องของเกษตรกร แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอนาคตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

“ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากทรัพยากร ภูมิประเทศ และฐานการเกษตรที่หลายประเทศไม่มี หากเราสามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของคนไทยเข้ามาช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างจริงจัง ภาคเกษตรจะไม่ใช่เพียงฐานเศรษฐกิจแบบเดิม แต่สามารถกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศและแข่งขันในตลาดโลกได้” นายจักรภพกล่าว

TAGS: #จักรภพ #รัฐสภา