อนุทิน สั่งผู้ว่าฯ-ผู้การฯ นายอำเภอ-ผู้กำกับฯ ทำงานเป็นทีม เร่งปราบยาเสพติด อาชญากรรม พร้อมคุมเข้มอาวุธปืน ตั้งด่านตรวจค้น ย้ำ ป.12 ไม่ออกเกือบ 3 ปี ลั่นไทยไม่ควรเป็น “แดนคาวบอย”
วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่รอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 ภาคกลางและภาคตะวันออก ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารระดับสูง ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายอำเภอ และผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเข้าร่วม
นายอนุทินกล่าวว่า ต้องขออภัยที่วันนี้เสียงหาย แต่ไม่ได้เป็นหวัด โดยการประชุมดังกล่าวต่อเนื่องจากการประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรเมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขให้ประชาชน ทั้งการบุกรุกที่ดิน อาชญากรรมทางไซเบอร์ นอมินี การฟอกเงิน ผู้มีอิทธิพล หนี้นอกระบบ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการป้องกันปราบปรามยาเสพติด
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจและกังวลในระดับต้น ๆ เมื่อเกิดเหตุขึ้นย่อมสะท้อนถึงความรับผิดชอบของรัฐในการดูแลประชาชน จึงต้องปรับรูปแบบการทำงานให้ทันกับอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในทุกระดับ ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศ และต้องประสานงานระหว่างฝ่ายปกครองกับตำรวจอย่างใกล้ชิด
“ผู้ว่าฯ จับมือกับผู้การฯ นายอำเภอจับมือกับผู้กำกับฯ ปลัดจับมือกับสารวัตร จะทำให้บ้านเมืองสงบสุข นี่คือความเชื่อของผม เป็นคู่จิ้น คู่ดูโอ้ในการทำงาน” นายอนุทินกล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวติดตลกว่า คำว่า “คู่จิ้น” ทำให้นึกถึงสมัยเรียนที่เพื่อนเรียกตนว่า “ไอ้จิ้น” ตามชื่อเล่นของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้เป็นบิดา พร้อมย้ำหลักการทำงานของฝ่ายปกครองและตำรวจว่า ต้องร่วมกัน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล”
นายอนุทินกล่าวถึงปัญหาอาวุธปืนว่า รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษและได้สั่งการให้กรมการปกครองเข้มงวดเรื่องใบอนุญาต โดยขณะนี้มีการปิดระบบการออกใบอนุญาต ป.3 ทำให้การซื้อขายและการครอบครองอาวุธปืนของประชาชนทั่วไปไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยมีอาวุธปืนในระบบมากกว่า 10 ล้านกระบอก ขณะที่ยังไม่ทราบจำนวนปืนที่อยู่นอกระบบ หากเทียบกับจำนวนประชากรจะอยู่ที่ประมาณ 6-7 คนต่ออาวุธปืน 1 กระบอก และหากไม่นับเด็กและผู้สูงอายุ สัดส่วนจะยิ่งสูงขึ้น
“อันนี้ไม่ไหว นี่แดนคาวบอยแล้ว” นายอนุทินกล่าว พร้อมเตือนว่าการมีอาวุธปืนจำนวนมากทำให้ประเทศมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุรุนแรง แม้ในพื้นที่นั้นจะยังไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นก็ตาม
นายกรัฐมนตรีจึงกำชับตำรวจและฝ่ายปกครองให้ร่วมกันตั้งด่านตรวจ โดยเน้นตรวจค้นอาวุธปืนและยาเสพติด พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากการตรวจค้นอาวุธร้ายแรงอาจนำไปสู่การต่อต้านหรือการต่อสู้จากผู้ถูกตรวจค้นได้
นอกจากนี้ รัฐบาลมอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี จัดทำร่างกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืนฉบับใหม่ เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสมกับสถานการณ์
นายอนุทินยังระบุว่า หากพบผู้พกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยชี้ว่าใบอนุญาต ป.12 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพกพาอาวุธปืนติดตัวไม่ได้มีการออกมาเกือบ 3 ปีแล้ว ดังนั้นผู้ที่พกพาปืนจึงต้องถูกตรวจสอบว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่
นายกรัฐมนตรีกำชับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และตำรวจ ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระและยึดกฎหมายเป็นหลัก โดยเฉพาะการปราบปรามผู้มีอิทธิพล องค์กรอาชญากรรม ยาเสพติด อบายมุข สถานบันเทิงผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ อาชญากรรมทางไซเบอร์ นอมินี และหนี้นอกระบบ
พร้อมระบุว่า หากมีบุคคลโทรศัพท์เข้ามาขอให้ช่วยเหลือหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ และไม่ใช่คำสั่งตามสายบังคับบัญชาที่ถูกต้องตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม
“ผมไม่มีวันโทรอยู่แล้ว หากมีใครโทรเข้ามาบอกว่า น้อง นี่นายกหรือพี่หนูนะ ขอให้มั่นใจได้เลยว่านั่นตัวปลอม เพราะตัวจริงไม่โทร หากมีโทรศัพท์เข้ามาขอให้อัดเสียง แล้วส่งมาให้ผมตรวจสอบได้ไม่ยาก” นายอนุทินกล่าว
นายกรัฐมนตรีระบุเพิ่มเติมว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเสียงของบุคคลในคณะรัฐมนตรีและมีการโทรศัพท์ในลักษณะดังกล่าว จะถือเป็นเรื่องร้ายแรงและผู้เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ
นายอนุทินยังยืนยันว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองสามารถปฏิเสธคำร้องขอที่ขัดต่อกฎหมายได้ โดยรัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ผู้ปฏิบัติงานที่ยึดกฎหมายต้องประสบอุปสรรคในการทำหน้าที่
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การแก้ปัญหาความมั่นคงไม่ใช่เพียงการทำให้เหตุการณ์ลดลง แต่ต้องทำให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา ตัวชี้วัดจากการปราบปรามอย่างเข้มงวดสะท้อนแนวโน้มปัญหาที่ลดลง
การประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการมอบนโยบาย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกัน ทั้งการวิเคราะห์ปัญหาให้แม่นยำ การทำงานเป็นทีม การบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และการปรับแผนอย่างต่อเนื่อง
นายอนุทินกล่าวถึงกรณีเหตุการณ์ในพื้นที่พัทยาด้วยว่า เหตุที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับบุคคลที่อยู่ในประเทศไทยมานาน ไม่ใช่นักท่องเที่ยวตามที่มีการรายงานในต่างประเทศ จึงอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของไทย พร้อมย้ำว่าหน่วยงานต้องชี้แจงข้อเท็จจริงและเร่งแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า พื้นที่ใดเกิดเหตุซ้ำบ่อยครั้งควรนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานในพื้นที่ โดยหลักสำคัญคือปัญหาต้องได้รับการแก้ไขตั้งแต่ระดับพื้นที่ เพื่อไม่ให้ลุกลามเป็นปัญหาข้ามพื้นที่ และนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยของประชาชน