ขอให้ทุ่มเททำงานในแต่ละวันเหมือนเป็นวันสุดท้ายในการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เป็นข้อความที่เป็นการส่งสัญญาณชัดที่สุดถึงอนาคตทางการเมืองของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระท
เนวิน ชิดชอบ "ครูใหญ่" แห่งภูมิใจไทย ส่งสัญญาณชัดว่า จะไม่มี "รัฐบาลอนุทิน 3" ซึ่งต้องยอมรับว่านายเนวิน เป็นผู้ที่วิเคราะห์การเมืองไทยได้อย่างเฉียบขาดและแหลมคม นายเนวินเกิดและเติบโตมาในครอบครัวนักการเมือง มีประสบการณ์ตั้งแต่ระดับรากหญ้า ในฐานะบุตรชายของกำนันชัย ชิดชอบ หรือ ปู่ชัย กำนันตำบลอิสาณ จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนที่ปู่ชัยจะขยับสู่การเมืองระดับชาติ ผูกขาดการเป็น ส.ส.บุรีรัมย์ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 ตำแหน่งสูงสุดในฝ่ายนิติบัญญัติคือประธานรัฐสภาในปี 2551-2554 ซึ่งในครั้งนั้นนายเนวินก็เป็นผู้วางแผนยึดเก้าอี้ประธานรัฐสภามาให้ปู่ชัย และเป็นจุดกำเนิดของพรรคภูมิใจไทย โดยนายเนวินได้นำ "กลุ่มเพื่อนเนวิน" ออกมาจากพรรคพลังประชาชน มาร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในขณะนั้น
ตลอด 50 กว่าปีที่ผ่านมาปู่ชัยเป็นหนึ่งในนักการเมืองไทยที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆทางการเมืองของไทยทุกยุคจะมีปู่ชัยเป็นทั้งตัวการหลักและมีส่วนร่วมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลแบบคาดไม่ถึงมาไม่รู้กี่รัฐบาล ปู่ชัยย้ายพรรคมานับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งแน่นอนว่านายเนวินในฐานะลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของปู่ชัยย่อมซึมซับลีลาทางการเมืองของผู้เป็นพ่อและรู้ตื้นลึกหนาบางของเกมการเมืองไทยในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างลึกซึ้ง
สัญญาณที่ครูใหญ่ส่งออกมานี้ ไม่ได้แปลว่านายอนุทินมีปัญหาหรือมีข้อบกพร่องอะไร แต่เป็นการวิเคราะห์ของนายเนวินจากประสบการณ์ที่สั่งสมมามองเห็นภาพการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ 3 แนวทางดังนี้
1.นายเนวินอ่านเกมการเมืองว่าวันนี้พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาถึงจุดสูงสุดทางการเมืองแล้วที่สามารถกวาดที่นั่ง ส.ส.ได้ถึง 191 ที่นั่ง เป็นพรรคการเมืองที่มี ส.ส.มากที่สุดในสภา และแน่นอนว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเข้าสู่วัฏจักรของการถดถอย เช่นเดียวกับ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทย ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดแล้วก็ค่อยๆ เสื่อมถอยลง จึงไม่มีโอกาสที่นายอนุทินจะได้กลับมาเป็นนายกฯอีก ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่กระแสความนิยมของพรรคภูมิใจไทยลดลงกว่าในช่วงที่ชนะการเลือกตั้งอย่างชัดเจน
2.นายเนวินต้องการยกเครื่องพรรคภูมิใจไทย โดยเปลี่ยนคนรุ่นใหม่ขึ้นมายกแผง รวมทั้งแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีในครั้งหน้า เพื่อเรียกคะแนนนิยมจากคนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะนายอนุทินแต่หมายรวมถึงแกนนำอาวุโสทั้งหลาย เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ก็ได้รับสัญญาณชัดว่าครั้งหน้าจะไม่มีชื่อนายพิพัฒน์อยู่ในคณะรัฐมนตรี โดยให้หาคนรุ่นใหม่มาเป็นตัวแทน ซึ่งแนวทางนี้มีข้อครหาว่า นายเนวินต้องการจะผลักดันให้นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี บุตรชายของตนเองขึ้นมาเป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีในครั้งหน้า แต่ก็ไม่ง่าย เพราะนายไชยชนกถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงคุณสมบัติและความเคลือบแคลงสงสัยในโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1.6 พันล้านบาทที่นายไชยชนกดำเนินการ
3.นายเนวินต้องการกดดันให้นายอนุทินมีสมาธิทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรี โดยย้ำว่าวันนี้คุณคือนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยไม่ใช่นายอนุทินชาญวีรกูล ทุกจังหวะทุกท่วงทำนองทั้งการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะไม่ว่าจะเป็นทางออฟไลน์และออนไลน์ นายอนุทินจะต้องเพิ่มความละเอียดรอบคอบและเพิ่มความระมัดระวังขั้นสูงสุด ซึ่งเห็นได้ชัดว่าช่วงหลังๆ มานี้ หลายครั้งที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อท่านนายกฯจะค่อนข้างระมัดระวังเป็นพิเศษโดยให้สัมภาษณ์เท่าที่จำเป็น ถึงขั้นเปรยว่า "เดี๋ยวหลุด"
ต้องยอมรับว่ากระแสความนิยมของรัฐบาลนายอนุทิน ลดลงจริง ถึงแม้รัฐบาลจะมีเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรมากถึง 292 เสียง แต่หลังจากเข้ารับตำแหน่งนายกฯเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 กระแสความนิยมของรัฐบาลนายอนุทินก็ถดถอยลงอย่างรวดเร็ว เริ่มตั้งแต่การจัดตั้ง "ครม.ลูกเทพ" ตามโควต้าบ้านใหญ่ การแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันที่สูงในช่วงสงครามในตะวันออกกลางสร้างความเดือดให้กับประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการกักตุนน้ำมันของพ่อค้า และรัฐบาลถูกวิจารณ์ว่าล้มเหลวในการควบคุมและแก้ไขปัญหา
ตามมาด้วยปัญหาเก่าทั้งเรื่องคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) คดีการรุกที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ที่พรรคฝ่ายค้านขุดคุ้ยอย่างต่อเนื่อง เพิ่มเติมมาด้วยความไม่โปร่งใสในการประมูลโครงการ TH-AI Passport ล่าสุดการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งพบการกระทำผิดที่ชัดเจนจนต้องยกเลิกผลการสอบเดิม เรื่องนี้มีคนในรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยถูกเชื่อมโยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
นโยบายที่ดูเหมือนจะได้รับความนิยมจากประชาชนส่วนหนึ่งก็จะมีแค่โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60:40 ที่รัฐบาลเติมเงินในกระเป๋าเงินดิจิทัลให้กับประชาชนสำหรับการจับจ่ายใช้สอยเป็นระยะเวลา 4 เดือน (มิ.ย.- ก.ย.) โดยประชาชนจะได้สิทธิ์ซื้อสินค้าจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการวงเงินเดือนละ 2,500 บาท โดยประชาชนจ่ายเพียง 40% คือ 1,000 บาท และมีความพยายามที่จะเพิ่มเฟส 2 เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชน
แต่ถึงแม้จะมีการวิเคราะห์อนาคตทางการเมืองของนายอนุทินยังไง แต่ตัวนายอนุทินเองก็เชื่อมั่นว่า ตนเองมีความสำคัญกับพรรคภูมิใจไทยมาก ด้วยสายสัมพันธ์ส่วนตัวของนายอนุทินที่มีแนบแน่นกับองคาพยพต่างๆ ที่เป็นโครงสร้างอำนาจของรัฐไทย นอกเหนือจากการเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองอื่นๆ ซึ่งนายอนุทินเชื่อว่าหากไม่มีตนเองอยู่ในสมการอำนาจทางการเมือง ก็ยากที่พรรคภูมิใจไทยจะประสบความสำเร็จได้