“รักชนก” จี้ “ไชยชนก” เข้าชี้แจง กมธ.ติดตามงบฯ หลังชิ่ง 4 ครั้ง เตรียมใช้กฎหมายเรียกรัฐมนตรี ย้ำ TH-AI Passport อยู่ในประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจ
นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงการประชุม กมธ. ว่า ประเด็นสำคัญที่ติดตามในวันนี้คือโครงการ TH-AI Passport หลังมีกระแสข่าวว่าจะเปิดลงทะเบียนในเร็ว ๆ นี้ โดย กมธ. ต้องการติดตามความคืบหน้าการแก้ไขสัญญาระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี กับคู่สัญญา
นางสาวรักชนกกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ กมธ. ได้ทำหนังสือขอเอกสารและข้อเสนอโครงการเพื่อตรวจสอบ โดยเฉพาะส่วนการประชาสัมพันธ์ ซึ่ง กมธ. ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการกำหนดเงื่อนไขในโครงการว่าอาจนำไปสู่การล็อกสเปกหรือไม่ เนื่องจาก TOR กำหนดให้บริษัทที่เข้าร่วมประมูลต้องใช้จอออฟไลน์ที่อยู่ในระดับท็อป 5 ของประเทศ จึงต้องการทราบว่าบริษัทผู้เข้าประมูลแต่ละรายเสนอว่าจะใช้จอของบริษัทใด
อย่างไรก็ตาม จากเอกสารที่ได้รับ ขณะนี้มีสัญญาของบริษัทเพียง 2 แห่ง ขณะที่เอกสารของอีก 2 บริษัท รวมถึงข้อเสนอโครงการและบันทึกรายงานการประชุมกองทุนดีอีที่เกี่ยวข้องกับ TH-AI Passport ยังส่งมาไม่ครบถ้วน ทำให้ กมธ. ต้องติดตามเอกสารเพิ่มเติม
นอกจากนี้ กมธ. ยังไม่ได้รับเกณฑ์การให้คะแนนในรายละเอียดต่าง ๆ ของโครงการ ทั้งส่วน AI การประชาสัมพันธ์ การจัดอบรม การดำเนินงานคอลเซ็นเตอร์ และองค์ประกอบอื่น ๆ จึงต้องสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงเหตุผลที่ยังไม่สามารถส่งเอกสารมาได้ครบ รวมถึงหลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาให้คะแนน
สำหรับกรณีการเชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าชี้แจงต่อ กมธ. นางสาวรักชนกกล่าวว่า ช่วงเช้าวันเดียวกันได้รับแจ้งว่านายไชยชนกจะไม่เข้าร่วมชี้แจงอีกครั้ง โดยแจ้งว่าติดภารกิจ แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียด และมอบหมายให้ปลัดกระทรวงดีอีเข้าร่วมประชุมแทน
นางสาวรักชนกระบุว่า กมธ. เชิญนายไชยชนกมาชี้แจงแล้ว 4 ครั้ง แต่จนถึงขณะนี้รัฐมนตรียังไม่เคยมาชี้แจงด้วยตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว หากครั้งต่อไปยังไม่มาและยังมีประเด็นค้างคา โดยเฉพาะการส่งเอกสารไม่ครบถ้วน จะหารือกับ กมธ. และสมาชิกเพื่อพิจารณาใช้กลไกตามกฎหมายในการเรียกรัฐมนตรีมาชี้แจง
ทั้งนี้ ย้ำว่าการเชิญรัฐมนตรีไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความขัดแย้งทางการเมือง แต่ กมธ. มีหน้าที่ตรวจสอบการจัดทำและการบริหารงบประมาณ รวมถึงโครงการที่ใช้งบประมาณของรัฐ จึงจำเป็นต้องได้รับข้อมูลและเอกสารครบถ้วน โดยเฉพาะ TOR หลักเกณฑ์การให้คะแนน การจัดซื้อจัดจ้าง และรายละเอียดสัญญา
นางสาวรักชนกกล่าวถึงกรณีนายไชยชนกยืนยันเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport ตาม TOR ไม่เกินวันที่ 1 กันยายน 2569 ว่า โครงการมีปัญหาและไม่พร้อมมาตั้งแต่ต้น ทั้งเรื่อง TOR และสัญญา โดยเดิมมีกำหนดเปิดลงทะเบียนตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน แต่ถูกเลื่อนออกมา หลังมีการตั้งข้อสังเกตและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ
นอกจากนี้ ยังมีการแก้ไขสัญญาจากรูปแบบเหมาจ่ายเป็นการจ่ายตามการใช้งานจริง หรือ Pay Per Use ซึ่งนางสาวรักชนกตั้งคำถามว่า หากโครงการมีความเหมาะสมตั้งแต่แรก เหตุใดจึงต้องมีการแก้ไขสัญญาและเลื่อนการเปิดลงทะเบียน
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการแก้ไขสัญญาเป็นไปเพื่อปกปิดข้อบกพร่องหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหรือไม่ โดยยืนยันว่าทุกขั้นตอนควรสามารถตรวจสอบได้
ส่วนกรณีบริษัทคู่สัญญาฟ้องร้องนายธีระชาติ ก่อตระกูล คณะทำงานผู้นำฝ่ายค้านและทีมนโยบายดิจิทัล พรรคประชาชน นางสาวรักชนกมองว่าเข้าข่ายการฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP พร้อมให้กำลังใจนายธีระชาติ โดยระบุว่ามีผู้แชร์โพสต์ที่เป็นประเด็นดังกล่าวเกือบ 400 คน แต่มีนายธีระชาติเพียงคนเดียวที่ถูกฟ้อง
เมื่อถามถึงข้อความที่ต้องการสื่อสารไปยังนายไชยชนก นางสาวรักชนกกล่าวว่า การเป็นรัฐมนตรีมีหน้าที่หนึ่งคือการมาสภาฯ ทั้งการตอบกระทู้และการชี้แจงต่อกรรมาธิการ ซึ่ง กมธ. มีการออกหนังสือและนัดหมายล่วงหน้า จึงไม่ได้เป็นการดำเนินการที่เกินขอบเขต
นางสาวรักชนกกล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยพูดคุยนอกรอบกับนายไชยชนก และได้รับการยืนยันว่าจะไม่มาชี้แจงต่อ กมธ. ชุดนี้ไม่ว่าจะว่างหรือไม่ว่าง พร้อมระบุว่า แม้รัฐมนตรีอาจไม่ต้องการมาชี้แจง แต่ควรให้เกียรติตัวแทนประชาชนทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ได้รับเลือกเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบ
“การมาตอบ กมธ. และการตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ อาจทำให้นายไชยชนกออกจากภาพที่ต้องเป็นไข่ในหิน เป็นลูกแหง่ หรือเป็นคนที่คอยมีผู้พิทักษ์ปกป้องตลอดเวลาได้ โตเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว ทำอะไรได้ด้วยตนเอง จึงขอให้มาชี้แจงต่อ กมธ. ด้วยตนเอง”
นางสาวรักชนกกล่าวทิ้งท้ายว่า ในการประชุมสภาฯ สมัยหน้าที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โครงการ TH-AI Passport จะเป็นหนึ่งในประเด็นที่จะนำไปอภิปรายด้วย เนื่องจากฝ่ายค้านเห็นว่ายังมีประเด็นที่ต้องตรวจสอบ และต้องรอกระบวนการยุติธรรมดำเนินการต่อไป