"จักรภพ"หนุนกฎหมายสันติสุขพาประเทศเดินหน้า

"จักรภพ" ลั่นไม่เป็น ส.ส. “ยกมือ” ย้ำหน้าที่ผู้แทนฯ ต้องกล้าตรวจสอบรัฐบาล หนุนกฎหมายสันติสุขพาประเทศเดินหน้า พร้อมชี้นักการเมืองต้องพร้อมรับการตรวจสอบ เพราะ อำนาจเป็นของประชาชน

นายจักรภพ เพ็ญแข ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดใจครั้งแรกภายหลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร โดยประกาศจุดยืนชัดเจนว่า แม้จะเป็น ส.ส.ของพรรคแกนนำรัฐบาล แต่จะไม่ทำหน้าที่เพียงยกมือสนับสนุนรัฐบาล หากยังคงทำหน้าที่ผู้แทนประชาชนในการตรวจสอบ เสนอแนะ และวิพากษ์การทำงานของฝ่ายบริหารอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้การบริหารประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายจักรภพ กล่าวว่า ส.ส.ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ต่างมีหน้าที่เป็นผู้แทนประชาชน การตรวจสอบรัฐบาลจึงเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้แทนราษฎร ไม่ใช่การเป็นศัตรูกับรัฐบาล แต่เป็นการช่วยให้รัฐบาลทำงานได้ดีขึ้น พร้อมย้ำว่า การวิพากษ์วิจารณ์สามารถทำได้ทั้งในแง่การสนับสนุน การเสนอแนะ และการตักเตือน

“เมื่ออยากเข้าสู่อำนาจทางการเมือง ก็ต้องพร้อมรับการตรวจสอบ เพราะอำนาจเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของนักการเมือง ประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามกับเรา และเรามีหน้าที่ต้องตอบ” นายจักรภพ กล่าว

สำหรับภารกิจสำคัญหลังเข้าสภา นายจักรภพ ระบุว่า จะผลักดันการปฏิรูปกฎหมายเป็นลำดับแรก เนื่องจากกฎหมายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมและขับเคลื่อนประเทศ แต่ปัจจุบันกฎหมายจำนวนมากยังล้าสมัย ไม่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโทเคอร์เรนซี จึงจำเป็นต้องปรับปรุงให้ทันต่อวิถีชีวิตและการเปลี่ยนแปลงของสังคม

ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายจักรภพ กล่าวว่า จะใช้บทบาทในการผลักดันประเด็นระดับชาติที่ครอบคลุมหลายพื้นที่ เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม หมอกควันข้ามแดน การส่งออกสินค้าเกษตร รวมถึงปัญหาที่ไม่มีจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งรับผิดชอบโดยตรง

ส่วนประเด็นการเมือง นายจักรภพ ยอมรับว่า พรรคเพื่อไทยต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน พร้อมรักษาเอกลักษณ์ของพรรค แม้ปัจจุบันจะทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยยืนยันว่าทุกพรรคการเมืองย่อมต้องการชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่จะไม่นำการแข่งขันทางการเมืองมาสร้างความขัดแย้งจนกระทบต่อการบริหารประเทศ

“เพื่อไทยก็อยากชนะเลือกตั้ง แต่จะไม่เอาความอยากชนะมาทำให้การทำงานของรัฐบาลมีปัญหา เพราะเรามีมารยาททางการเมือง หากบ้านเมืองวุ่นวาย ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดคือประชาชน” นายจักรภพระบุ พร้อมเห็นว่า พรรคการเมืองจำเป็นต้องรักษาจุดยืนของตนเอง ผ่านการทำงานของสมาชิกพรรคทั่วประเทศ เพื่อสะท้อนปัญหาและความต้องการของประชาชนกลับเข้าสู่การกำหนดนโยบาย

สำหรับร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ครอบคลุมคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นายจักรภพยอมรับว่า เข้าใจความรู้สึกของผู้ที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา รวมถึงอดีตผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงจำนวนมากที่ยังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งด้านอาชีพ ครอบครัว และสุขภาพจิต แม้บางส่วนจะได้รับการอภัยโทษแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เห็นว่าร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างความปรองดอง โดยอย่างน้อยจะช่วยเหลือประชาชนได้กว่า 6,000 คน พร้อมเปรียบเทียบการสร้างสันติสุขของประเทศเสมือนการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งไม่สามารถก้าวถึงจุดหมายได้ในครั้งเดียว แต่ต้องค่อย ๆ เดินไปทีละขั้น

“ประเทศต้องเดินไปข้างหน้า วันนี้อาจยังรับทุกคนขึ้นเรือไม่ได้ แต่ต้องสร้างพื้นที่ไว้สำหรับทุกคน เพื่อให้วันหนึ่งสามารถกลับมาร่วมเดินทางไปด้วยกันได้” นายจักรภพ กล่าว

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ปรากฏตัวร่วมกันที่ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเร็วๆ นี้นายจักรภพระบุว่า ไม่แปลกใจที่จะเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในประเทศไทย แต่เห็นว่าการที่รัฐบาลอินโดนีเซียให้การต้อนรับ สะท้อนว่าหลายประเทศมีมุมมองต่อคดีการเมืองแตกต่างจากคดีอาญาทั่วไป และมีมาตรฐานทางกฎหมายที่แตกต่างกัน

นายจักรภพ ยังกล่าวถึงนายทักษิณว่า ยังคงได้รับความสนใจจากสังคมอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพราะทุกคนเห็นด้วยกับแนวทางของเขา แต่เพราะเป็นบุคคลที่สร้างผลกระทบต่อการเมืองไทยและถูกมองว่าเป็น “สัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลง” จึงทำให้ทุกการเคลื่อนไหวยังคงได้รับการจับตาจากสังคมทั้งในและต่างประเทศ

ท้ายที่สุด นายจักรภพ กล่าวว่า ประสบการณ์การลี้ภัยทางการเมืองกว่า 15 ปี แม้เต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ถือเป็นบทเรียนสำคัญของชีวิต และย้ำว่า นักการเมืองทุกคนต้องยอมรับการตรวจสอบจากสังคม เพราะเมื่อขออำนาจจากประชาชน ก็ต้องพร้อมรับทั้งคำชื่นชมและคำวิพากษ์วิจารณ์ โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยและหน้าที่ของผู้แทนราษฎร

TAGS: #จักรภพ #กฎหมายสันติสุข #เพื่อไทย