'ณัฐพงษ์' ลงพื้นที่ติดตามเหตุระเบิดปั๊มสายบุรี ทหารชี้ฝีมือ BRN พบผู้ก่อเหตุมีหมายจับ พร้อมสะท้อนปัญหากำลังพลไม่เพียงพอ ด้านฝ่ายค้านพร้อมผลักดันจัดหาอุปกรณ์จำเป็นสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพมหานคร ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร และนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ กรรมาธิการการกฎหมายฯ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ปั๊มน้ำมันในอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีผู้แทนจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี และผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรสายบุรี เข้าร่วมประชุมและให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์
เจ้าของปั๊มน้ำมันเล่าว่า เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ได้รับโทรศัพท์จากหมายเลขที่ไม่คุ้นเคยในช่วงเวลากลางคืน หลังจากนั้นไม่นานได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น โดยผู้ก่อเหตุได้นำน้ำมันมาราดและจุดไฟเผาปั๊มน้ำมัน ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง
ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับบริษัทประกันภัยเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเจ้าของปั๊มมีความกังวลเกี่ยวกับกระบวนการเยียวยาและการประเมินเหตุการณ์ของบริษัทประกันภัย
ด้าน กอ.รมน. รายงานว่า เหตุดังกล่าวเป็นการก่อเหตุของกลุ่ม BRN โดยลักษณะเป้าหมายของการก่อเหตุไม่ได้มีความชัดเจนว่าเจาะจงไปที่บุคคลหรือสถานที่ใดเป็นพิเศษ ขึ้นอยู่กับคำสั่งของผู้บังคับบัญชาของกลุ่มผู้ก่อเหตุ
จากการตรวจสอบพบว่า บุคคลที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรายนี้เคยก่อเหตุมาแล้ว 6 ครั้ง และมีหมายจับอยู่แล้ว โดยเหตุการณ์ครั้งนี้มีการใช้ระเบิดแบบควบคุมการทำงานร่วมกับการราดน้ำมัน ทำให้เพลิงลุกลามและสร้างความเสียหายเพิ่มขึ้น
ขณะที่กรมทหารพรานที่ 44 ยืนยันว่า กลุ่มกองกำลังติดอาวุธและ BRN ยังคงมีอยู่ในพื้นที่ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านกำลังพลและภารกิจ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าดูแลหรือป้องกันเหตุได้ทุกจุด โดยกำลังพลของกองกำลังในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้ามีการปรับลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี
เจ้าหน้าที่ระบุว่า หากจะใช้กำลังปกติเพื่อควบคุมพื้นที่ทั้งหมด จำเป็นต้องใช้กำลังทหารและตำรวจจำนวนมากในการเฝ้าระวังทุกจุด แต่เมื่อกำลังพลมีจำนวนจำกัด จึงไม่สามารถดำเนินการได้อย่างทั่วถึง และต้องจัดลำดับความสำคัญในการดูแลพื้นที่ โดยเลือกป้องกันจุดที่มีความสำคัญก่อน
กรมทหารพรานที่ 44 จึงเสนอให้ฝ่ายการเมืองพิจารณาทบทวนแนวทางการปรับลดกำลังพลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากปัจจุบันกำลังพลที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อภารกิจ และกำลังพลปกติไม่ใช่หน่วยที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อรับมือกับกลุ่มก่อความไม่สงบโดยตรง
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ฝ่ายค้านพร้อมผลักดันและสนับสนุนการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการติดตามและจับกุมผู้ก่อเหตุ เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีข้อมูลและทราบตัวบุคคลที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แล้ว
ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์ระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้เห็นข้อจำกัดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ทั้งในด้านกำลังพลและอุปกรณ์ จึงจำเป็นต้องนำข้อมูลที่ได้รับไปพิจารณาเพื่อผลักดันการสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นต่อการรักษาความปลอดภัยและการรับมือสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้