พรรคประชาชนจัด 30 สส. ชุดอภิปรายงบปี 70 - โอนงบปี 69 ปลาย มิ.ย. นี้! "ศิริกัญญา" สับแรงคลังไทยอาการ "ฝีแตก" รายจ่ายพุ่ง-งบลงทุนลด พร้อมล็อกเป้าตรวจช่องโหว่เงินนอกงบประมาณ และงบ สดช.โตผิดปกติ 95%
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงความพร้อมของพรรคในการตรวจสอบร่างกฎหมายงบประมาณ 2 วาระสำคัญ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในเวลาใกล้เคียงกันช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2569 นี้
น.ส.ศิริกัญญา เปิดเผยว่า ขณะนี้พรรคประชาชนได้เริ่มประสานเชิญหน่วยงานราชการต่าง ๆ เข้ามาชี้แจงรายละเอียดขั้นต้นเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างงบประมาณล่วงหน้าแล้ว อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านยังต้องรอรูปเล่มรายงานงบประมาณฉบับสมบูรณ์ที่จะผ่านการอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ ซึ่งจะทำให้เหลือเวลาเตรียมข้อมูลเชิงลึกก่อนวันเปิดอภิปรายจริงไม่ถึง 1 สัปดาห์
สำหรับร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 วงเงิน 10,300 ล้านบาท แม้ว่าจะมีกรอบระยะเวลาให้รัฐบาลนำไปใช้สอยได้เพียง 3 เดือนก่อนสิ้นปีงบประมาณ แต่พรรคประชาชนยังคงให้ความสำคัญในการตรวจสอบอย่างละเอียด เนื่องจากพบข้อสังเกตว่าเดิมทีรัฐบาลเคยประกาศว่าจะตัดลดและโยกย้ายงบประมาณให้ได้สูงถึงหลักแสนล้านบาท ก่อนจะปรับลดเป้าหมายลงมาเหลือ 80,000 ล้านบาท แต่ท้ายที่สุดกลับจัดสรรงบโอนเข้าสู่ส่วนของงบกลางได้เพียงประมาณ 10,000 ล้านบาทเศษเท่านั้น
ทั้งนี้ เม็ดเงินส่วนดังกล่าวมีจุดประสงค์สำคัญที่จะต้องถูกนำไปใช้เพื่อเยียวยาและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดและข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ทำให้ฝ่ายค้านจำเป็นต้องติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิดว่ากระบวนการอนุมัติเงินจำนวนนี้เป็นไปอย่างทั่วถึง มีประสิทธิภาพ และโปร่งใสหรือไม่
ในส่วนของการอภิปรายร่างงบประมาณปี 2570 มีหลายนโยบายและโครงการของรัฐบาลที่น่าเคลือบแคลงใจและต้องจับตาเป็นพิเศษ เช่น นโยบายการตัดลดงบประมาณก่อสร้างอาคารที่ไม่จำเป็น ซึ่งมีกระแสข่าวว่าได้มีการสั่งระงับการสร้างอาคารสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคมไปแล้ว โดยฝ่ายค้านจะตั้งคำถามต่อว่าเป็นการยกเลิกโครงการถาวรหรือเป็นเพียงการชะลอโครงการชั่วคราวเพื่อปรับปรุงแบบสถาปัตยกรรมใหม่ นอกจากนี้ยังพบว่ามีบางหน่วยงานถูกหั่นงบประมาณลงไปมากถึง 2 ใน 3 ซึ่งต้องเข้าไปดูรายละเอียดว่าเป็นการปรับลดในส่วนที่กระทบต่อการบริการประชาชนหรือไม่
ในทางตรงกันข้าม กลับมีบางกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ได้รับงบประมาณภาพรวมเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 และเมื่อเจาะลึกไปที่หน่วยงานปฏิบัติการอย่าง สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) พบว่าได้งบประมาณเพิ่มขึ้นสูงถึง 1 เท่าตัว หรือคิดเป็นร้อยละ 95 สะท้อนแนวโน้มว่ารัฐบาลอาจกำลังผลักดันโครงการภาคต่อของ TH-AI Passport
พรรคประชาชนระบุว่า ที่ผ่านมาโครงการลักษณะนี้ไม่ได้พึ่งพาเงินงบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว แต่มีการนำเงินจากกองทุนดีอีซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณมาใช้จ่ายร่วมด้วย ซึ่งกลไกเงินนอกงบประมาณนี้ถือเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบได้ยากมาโดยตลอด พรรคประชาชนจึงเตรียมหยิบยกประเด็นการตรวจสอบเงินนอกงบประมาณทั้งหมดของแผ่นดินขึ้นมาพูดคุย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับโครงการในงบประมาณปกติ
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการบริหารจัดการเงินกู้จำนวน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาล โดยเฉพาะวงเงินช่วง 200,000 ล้านบาทหลัง ที่มีจุดประสงค์เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ซึ่งพรรคประชาชนมองว่าอาจมีความซ้ำซ้อนในการดำเนินงานระหว่างกระทรวงพลังงานและกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานที่มีบทบาทหน้าที่ในลักษณะเดียวกันอยู่แล้ว
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ภาพรวมของงบประมาณรอบนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าระบบการคลังของประเทศกำลังประสบปัญหาอย่างหนักจนเรียกได้ว่าภาวะ "ฝีแตก" เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถปกปิดบาดแผลเรื้อรังของโครงสร้างงบประมาณไทยได้อีกต่อไป ปรากฏเด่นชัดจากตัวเลขรายจ่ายประจำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่งบประมาณในส่วนการลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศกลับหดตัวลดต่ำลง
สำหรับการจัดทัพบุคลากร พรรคประชาชนได้แบ่งหัวข้อการอภิปรายงบประมาณปี 2570 ออกเป็นรายประเด็นตามความเชี่ยวชาญ และได้เตรียมความพร้อมจัดวางตัวผู้อภิปรายไว้ทั้งสิ้นประมาณ 30 คน ครอบคลุมตั้งแต่ประเด็นปัญหาเสถียรภาพทางการคลัง ระบบการจัดเก็บรายได้ นโยบายขับเคลื่อนอุตสาหกรรม งบประมาณด้านสิ่งแวดล้อม งบประมาณกองทัพ ไปจนถึงประเด็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
พร้อมขอยืนยันว่ากระบวนการตรวจสอบของพรรคประชาชนยังคงรักษามาตรฐานความเข้มข้น ไร้ความปรานี และมุ่งรักษาผลประโยชน์ของประชาชนเช่นเดิม แม้ว่าในระยะนี้ทางพรรคจะเผชิญหน้ากับความพยายามจากหลายฝ่ายในการดิสเครดิตเพื่อลดความน่าเชื่อถือก็ตาม โดยเป้าหมายหลักคือการสแกนความคุ้มค่า ความเหมาะสม และอุดช่องโหว่ที่สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชันในทุกมิติ และขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมจับตาเวทีอภิปรายงบประมาณในครั้งนี้ไปพร้อมกัน