“สุดารัตน์” ฟันธง กกต.อาจไม่กล้าลงโทษ สว. หวั่นคดีฮั้วจบแค่ตัวเล็กตัวน้อย หลัง กกต.ชุดปัจจุบันได้รับความเห็นชอบจาก สว. พร้อมเตือน กกต.คิดให้ดี ทำหน้าที่ไม่ถูกต้องอาจ “ติดคุกตอนแก่”
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวบนเวทีเสวนา “ปัญหาและแนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ในโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปรับระบบตรวจสอบถ่วงดุล และตัดวงจรการทุจริตทางการเมือง
คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า เคยมีส่วนร่วมในยุคการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งมีเป้าหมายสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็ง จนนำไปสู่การจัดตั้งองค์กรอิสระ แต่เห็นว่าระบบดังกล่าวถูกทำลายลงจากรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ และเปิดช่องให้กลุ่มผู้มีอำนาจสามารถควบคุมกลไกตรวจสอบถ่วงดุลได้
ส่วนที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จากระบบเลือกกันเอง ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน คุณหญิงสุดารัตน์มองว่าเป็นโครงสร้างที่เปิดทางให้ผู้มีอำนาจควบคุมองค์กรอิสระ และตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระของกระบวนการตรวจสอบ โดยเฉพาะกรณีการกล่าวหาฮั้ว สว.
คุณหญิงสุดารัตน์ระบุว่า ไม่มั่นใจว่าการดำเนินคดีเกี่ยวกับการฮั้ว สว. จะสามารถเอาผิดผู้กระทำผิดได้จริงหรือไม่ เนื่องจากกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดปัจจุบัน 4 คน ได้รับการรับรองจาก สว. ชุดปัจจุบัน จึงตั้งคำถามว่าจะสามารถลงโทษบุคคลที่มีส่วนในการให้ความเห็นชอบ กกต. ได้หรือไม่
พร้อมประเมินว่า กกต. อาจส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาบางส่วน แต่ไม่น่าจะดำเนินการได้ในระดับเดียวกับผลสอบของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 โดยอาจแยกพิจารณาเป็นรายจังหวัดหรือดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในระดับล่าง เพื่อบรรเทากระแสกดดันจากสังคม เช่นเดียวกับกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่นที่อาจดำเนินคดีได้เพียงผู้กระทำผิดระดับเล็ก
คุณหญิงสุดารัตน์ยังวิจารณ์ว่า รัฐธรรมนูญที่มีเป้าหมายปราบปรามการทุจริต กลับเปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้ง่าย โดยกลุ่มผู้มีอำนาจสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ แม้มีการตรวจสอบหรือหลักฐานก็สามารถยืดกระบวนการจนเรื่องถูกลดความสนใจจากประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินการของ ป.ป.ช. ต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงเกิดขึ้นไม่บ่อย และเมื่อดำเนินการก็อาจไม่ถึงที่สุด
สำหรับแนวทางแก้ไข คุณหญิงสุดารัตน์เสนอให้ “กลับไปกลัดกระดุมเม็ดแรก” ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาขององค์กรอิสระ และระบบที่มาของ สว. โดยเห็นว่าต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาการทุจริตเกี่ยวกับ สว. รวมถึงการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง สส. เพราะหากปล่อยให้เกิดขึ้นต่อไป จะเป็นการเปิดทางให้เกิดการผูกขาดอำนาจทางการเมือง
นอกจากนี้ เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรให้ความสำคัญกับที่มาและอำนาจของ สว. รวมถึงที่มาขององค์กรอิสระที่เชื่อมโยงกับ สว. และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ พร้อมเสนอให้เพิ่มอำนาจประชาชนในการตรวจสอบถ่วงดุล โดยให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อ 50,000 รายชื่อ เพื่อถอดถอนนักการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือกรรมการองค์กรอิสระ หากพบว่ามีการประพฤติมิชอบ
ในระยะสั้น คุณหญิงสุดารัตน์เรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันส่งเสียงกดดัน กกต. ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง สุจริต และเที่ยงธรรม พร้อมเตือนกรรมการ กกต. และองค์กรอิสระให้พิสูจน์ความเป็นอิสระจากอำนาจทางการเมือง
“ไม่อยากให้ กกต. ติดคุกตอนแก่” พร้อมระบุว่า กกต.ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะหากปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องอาจต้องรับผิดตามกฎหมายในอนาคต โดยย้ำว่าส่วนตัวไม่เชื่อว่า กกต. ซึ่งได้รับการรับรองจาก สว. ชุดปัจจุบัน จะกล้าลงมติลงโทษ สว. ที่มีส่วนในการให้ความเห็นชอบ กกต. ชุดดังกล่าว