ชายที่หายไป ก่อนกลับมาสร้างตำนานยิ่งใหญ่ในวงการแจ๊ส “Sonny Rollins” นักแซกโซโฟนที่ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง แม้อยู่ในจุดสูงสุดของชีวิต
ภาพของผู้ชายที่ยืนเล่นแซ็กโซโฟนอย่างโดดเดี่ยวบนสะพาน กลายเป็นภาพแห่งตำนาน และเขาก็คือ Sonny Rollins ผู้ที่เคยปล่อยมือจากความฝันทางดนตรีไปชั่วคราว ก่อนกลับมาเป็นนักแซกโซโฟนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีแจ๊ส
Sonny Rollins หนึ่งในตำนานแห่งวงการแจ๊สที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงสุดในฐานะ “The Saxophone Colossus” หรือที่เรียกกันว่า “ยักษ์ใหญ่แห่งแซ็กโซโฟน” เขาเติบโตมาในย่าน Harlem ซึ่งตรงกับช่วงที่วัฒนธรรมแจ๊สกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เขาเริ่มจับแซกโซโฟนตั้งแต่อายุได้ 11 ปี
Alto saxsophone เป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่เขาได้ลองสัมผัส ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น
Tenor saxophone ที่กลายเป็นไอเทมประจำกายและได้สร้างภาพจำอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาไปโดยปริยาย
ในช่วงแรกของวงการแจ๊ส Sonny Rollins ได้เคยร่วมสร้างสรรค์ผลงานกับนักดนตรีระดับตำนานหลายคน ทั้ง Thelonious Monk, Bud Powell, Miles Davis, Charlie Parker และนั่นก็ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักดีในฐานะนักแต่งเพลงที่มีหลายเพลงติดอยู่ในลิสต์ “Jazz standards”
ก้าวแรกในวงการแจ๊สของเขาอย่างเต็มตัว เริ่มขึ้นในปี 1956 เขาเริ่มบันทึกเสียงชุดแรก และได้สร้างสรรค์ผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปี 1958 เขาก็ได้รับการชื่นชมและยกย่องว่า เป็นนักแซกโซโฟนเทเนอร์ที่มีความสามารถและสร้างสรรค์ที่สุดในวงการแจ๊ส
กระทั่งในปี 1959 ความรู้สึกว่า “ดีพอ” สำหรับตัวเอง ทำให้เขาตัดสินใจหยุดเล่นดนตรีไปชั่วคราว และช่วงเวลานั้นได้กลายเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่เขาเปิดเผยภายหลังว่า
“ตอนนั้นผมกำลังโด่งดังมาก และรู้สึกว่าต้องฝึกฝนฝีมือหลายๆ ด้าน ผมรู้สึกว่ามันมากเกินไป เร็วเกินไป ผมเลยบอกว่า เดี๋ยวก่อนนะ เดี๋ยวผมจะทำในแบบของผมเอง ผมไม่ยอมให้ใครมาผลักผมออกไปแบบนั้น จนผมล้มลง ผมอยากจะตั้งสติด้วยตัวเอง ผมเคยฝึกซ้อมที่สะพานวิลเลียมส์เบิร์ก เพราะตอนนั้นผมอยู่ย่านโลเวอร์อีสต์ไซด์”

ขณะที่เขาได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ได้เกิดภาพแห่งประวัติศาสตร์ ในตอนเขาได้ขึ้นไปฝึกซ้อมแซกโซโฟนอยู่บนสะพาน Williamsburg Bridge ในนิวยอร์ก ก่อนกลับเข้าสู่เส้นทางดนตรี และได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดอัลบั้มที่ชื่อ “The Bridge” ในปี 1962
กว่า 60 อัลบั้ม หรืออาจมากกว่านั้น ที่ชายคนนี้ได้ใส่สไตล์การเล่นที่เต็มไปด้วยพลัง และชื่อเสียงการอิมโพรไวส์ของเขาทำให้ผู้คนจดจำเขาได้ดีที่สุด อย่าง Saxophone Colossus อัลบั้มปี 1956 ที่มีลิสต์เพลงที่โดดเด่นอย่าง St.Thomas, Blue 7, Mack The Knife หรือ Strode Rode เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่เต็มไปด้วยเสียงหนักแน่นของดนตรีแจ๊ส
ยังมีอัลบั้มอื่นๆ เช่น Way Out West ในปี 1957, A Night at the Village Vanguard ในปี 1957, Freedom Suite ในปี 1958, Our Man in Jazz ในปี 1962, East Broadway Run Down ในปี 1966, Next Album ในปี 1972 หรืออัลบั้ม This Is What I Do ในปี 2000
ตลอดเวลาในเส้นทางแจ๊ส เขาได้รับรางวัลมากมาย เช่น Grammy Lifetime Achievement Award 2004 และรางวัลอันทรงเกียรติ อย่าง National Medal of Arts ในปี 2011 จากอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา และทั้งหมดก็ทำให้ชื่อของเขาได้ปรากฎอยู่ใน หอเกียรติยศดนตรีแจ๊ส หรือ Jazz Hall of Fame ในที่สุด

ชีวิตของ Sonny Rollins บนเส้นทางดนตรี ไม่เพียงแต่เป็นตำนานวงการแจ๊ส แต่ยังเป็นตัวอย่างของศิลปินผู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง กลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของผู้ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง และ
Sonny Rollins ไม่เพียงเป็นตำนานแห่งวงการแจ๊ส แต่ยังเป็นตัวแทนของศิลปินผู้ไม่ยอมแพ้ต่อกรอบของคำว่า “พอแล้ว” เขาคือคนที่กล้าหยุดตัวเองในวันที่โลกยกย่อง เพื่อกลับไปค้นหาความหมายที่แท้จริงของดนตรี และกลับมาอีกครั้งด้วยจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
SOURCE :