เดินในสนามย้ายมาสู่รันเวย์ 'รองเท้าสตั๊ด' ปักหมุดใหม่ในโลกแฟชั่น

เดินในสนามย้ายมาสู่รันเวย์ 'รองเท้าสตั๊ด' ปักหมุดใหม่ในโลกแฟชั่น
จะเป็นอย่างไร เมื่อ “รองเท้าสตั๊ด” ที่ใช้เตะฟุตบอล กลายมาเป็นไอเทมใหม่ของสตรีทแฟชั่น เดินตามรอย “สนีกเกอร์” รองเท้าที่มีต้นกำเนิดจากสายกีฬา จนนำไปของสะสมที่เพิ่มมูลค่า

อาจเป็นการกลายพันธุ์ของรองเท้าอีกครั้งก็ว่าได้ เพราะ “รองเท้าสตั๊ด” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในกีฬาฟุตบอล ได้ถูกหยิบมาเป็นของเล่นใหม่ของสายสตรีทแฟชั่น จนเกิดเป็นไวรัล #bootsonlysummer อยู่ในโลกโซเชียล 

ใครที่เป็นคนชื่นชอบรองเท้า คงทราบดีว่า ปรากฎการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเหล่า “สนีกเกอร์” ทั้งหลายที่กำลังนิยมใส่กันในตอนนี้ ก็เติบโตมาจากรองเท้ากีฬาเช่นกัน และถูกพัฒนาก้าวไปสู่รองเท้าที่ใส่ในวงการแฟชั่น จนกลายเป็นของสะสมที่เพิ่มมูลค่าในตลาดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

และยิ่งหากได้คอลแลปส์กับศิลปิน หรือ แบรนด์หรู ก็จะยิ่งเพิ่มมูลค่าเพิ่มขึ้นไปอีก อย่าง NIKE ที่ได้เคยคอลแลปส์กับแบรนด์หลุยส์ วิตตอง “Nike Air Force 1 X Louis Vuitton” ที่มีไม่กี่คู่บนโลก และด้วยความพิเศษนี้ ทำให้ราคาประมูลที่พุ่งทะยานถึง 25.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

หรือจะเป็น ADIDAS คอลแลปส์กับ CLOT แบรนด์สตรีทแวร์ระดับเอเชีย ใน “ADIDAS ORIGINALS BY EDISON CHEN” เป็นอีกหนึ่งคู่ที่ยกระดับจากรองเท้าสนีกเกอร์ที่สวมใส่ธรรมดา กลายเป็นรองเท้าที่นักสะสมอย่างได้มาไว้ครอบครอง 

แน่นอนว่า การเข้ามาของรองเท้าสตั๊ดในครั้งนี้ ก็อาจกลายเป็นของสะสมที่เพิ่มมูลค่าได้เช่นกัน โดยกระแสแฟชั่นนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับ “โรซาเลีย” ที่ถูกขนานนามว่า เป็นตัวแม่แห่งวงการเพลงละตินป๊อป เมื่อเธอได้ใส่สตั๊ด New Balance 442 PRO FG V2 มาแมทช์กับชุดลำลอง เสื้อยืดสีขาวและกระโปรงสีขาว โดยลุคนั้นของเธอได้ปรากฎออกสู่สายตาชาวโลกก่อนงาน Met gala 2025 

วินาทีนั้นเองที่ทำให้รองเท้าสตั๊ดได้รับการยอมรับว่า เป็นเทรนด์ใหม่ในวงการแฟชั่น

โรซาเลีย ใส่ New Balance 442 PRO FG V2 พร้อมชุดลำลองสีขาว Photo by Highxtar Instagram

ย้อนกลับไปในช่วงปี 1940-1960 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ได้เกิดวิวัฒนาการของรองเท้ากีฬา นั่นคือ “ปุ่มสตั๊ด” ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดย “อดอล์ฟ อาดี ดาสเลอร์” ผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตเครื่องแต่งกายกีฬายักษ์ใหญ่อย่าง ADIDAS โดยปุ่มสตั๊ดได้ถูกออกแบบมาเพื่อการควบคุมและทำให้การเตะฟุตบอลมีพลังมากขึ้น และในปี 1966 ในการแข่งขันฟุตบอลโลก ผู้เล่นกว่า 75% ในสนามเลือกที่จะสวมใส่รองเท้าของ ADIDAS กระทั่งกลายเป็นผู้นำตลาดในที่สุด 

แต่อย่างที่ทราบว่า รองเท้าสตั๊ด ได้ถูกออกแบบมาสำหรับนักกีฬาฟุตบอลโดยเฉพาะ ด้วยการดีไซน์พื้นใต้รองเท้าให้มี ปุ่มนูนหลายปุ่ม เพื่อให้สามารถยึดติดกับพื้นดิน หรือสนามหญ้าได้อย่างดี แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานบนสภาพพื้นที่แข็ง เช่น ปูนซีเมนต์ หรือพื้นไม้ ที่อาจเสี่ยงต่อการลื่นล้มได้ 

สิ่งนี้เอง จึงเกิดคำถามตามมาว่า รองเท้าสตั๊ด จะมาเป็นไอเทมของสายแฟชั่นได้จริงหรือ แม้แต่ “แดเนียล โจนส์” บรรณาธิการอาวุโสของสื่อฟุตบอลอย่าง SoccerBible ยังมองว่า “ตอนนี้มีคนใส่รองเท้าฟุตบอลพวกนี้ ทั้งที่ไม่เคยคิดจะเตะบอลเลยสักนิด ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อ 10 หรือ 20 ปีก่อน ตัวเขาเองก็ไม่มีทางคิดว่าจะมีการแต่งกายที่ผสมข้ามแนวแบบนี้เกิดขึ้น”

และเมื่อเป็นกระแสแล้วก็ต้องมีการปรับตัวกันไป อย่าง แบรนด์ Adidas ก็ได้กระโดดมาเข้าร่วมกระแสนี้ด้วยเช่นกัน เตรียมปล่อยรองเท้าสตั๊ดรุ่นพิเศษ F50 Adiframe เอาใจสายสตรีท พร้อมปรับดีไซน์ให้เข้ากับการเดินบนพื้นปูนซีเมนต์ ทำให้พื้นรองเท้ามีผิวเรียบ ไม่มีปุ่มนูน เหมือนรองเท้าสตั๊ดทั่วไป จึงตัดข้อกังวลว่า ใส่เดินแล้วจะลื่นออกไปได้เลย

Adidas F50 Adiframe

เทรนด์ของรองเท้าสตั๊ดครั้งนี้ยังถูกจับตาว่า จะกลายเป็นการแต่งกายสไตล์ Brokecore ที่เติบโตไปอีกขั้นหรือไม่ จากที่ก่อนหน้านี้ เหล่าคนดัง ดาราศิลปิน ได้หยิบเอาเสื้อกีฬาฟุตบอลมาแมทช์เข้ากับกางเกง ทั้ง ยีนส์ ขากระบอก ขาสั้น คาร์โก้ จนเกิดเป็นกระแสไวรัลอย่างมาก ผ่าน #blokecore เมื่อช่วงปี 2021 ที่ผ่านมา 

น่าติดตามว่า การเดินทางของรองเท้าสตั๊ด ในวันที่ไม่ได้เป็นรองเท้าสำหรับนักกีฬาอีกต่อไป และกำลังเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของสายแฟชั่น ที่ถูกผสมผสานเข้าด้วยกัน ในยุคที่ผู้คนมีความคิดหลากหลาย และแฟชั่นที่ไร้ขอบเขตแบบสุดขั้ว 

Photo :  www.instagram.com/highxtar, www.footyheadlines.com

เรื่อง : Pornthida Jedeepram 

TAGS: #Trends #รองเท้าสตั๊ด #stud #shoes