โบรกฯ ชี้หุ้นไทยเริ่มหมุนเงินเข้าสู่กลุ่ม Defensive รับแรงกระแทกหุ้นเทคโลก

โบรกฯ ชี้หุ้นไทยเริ่มหมุนเงินเข้าสู่กลุ่ม Defensive รับแรงกระแทกหุ้นเทคโลก
“บล.เอเซีย พลัส” ชี้หุ้นไทยเริ่มหมุนเงินเข้าสู่กลุ่ม Defensive รับแรงกระแทกหุ้นเทคโลก แนะตั้งรับเน้น BCH–BDMS พร้อมกระจายความเสี่ยงผ่าน DR

บล.เอเซีย พลัส ประเมินตลาดหุ้นไทยยังเผชิญความผันผวนจากแรงเทขายในตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ AI หลังดัชนี NASDAQ ของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงถึง 5.52% ท่ามกลางความกังวลต่อทิศทางนโยบายกำกับดูแลธุรกิจเทคโนโลยีและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยเริ่มเห็นการหมุนเวียนเงินลงทุนออกจากหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน และปิโตรเคมี ไปยังหุ้นกลุ่ม Defensive และธุรกิจที่พึ่งพารายได้ในประเทศมากขึ้น โดยสายงานวิจัยแนะนำกลยุทธ์ตั้งรับ เน้นหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่งและผันผวนต่ำกว่าตลาด ชู BCH และ BDMS เป็นหุ้นเด่น พร้อมพิจารณาเครื่องมือกระจายความเสี่ยงตามความเหมาะสม

สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงขายรุนแรง โดยดัชนีหลักปรับตัวลดลงประมาณ 3.4–5.5% ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียได้รับแรงกดดันตาม โดยเฉพาะเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่ปรับตัวลดลงในช่วงเช้า 7.4% และ 6.4% ตามลำดับ ปัจจัยสำคัญมาจากความกังวลว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหรัฐฯ อาจนำไปสู่กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นต่อการลงทุนด้าน AI และ Data Center ส่งผลให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงและหันเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น เมื่อพิจารณาสถิติการปรับตัวลดลงของ NASDAQ ในระดับใกล้เคียงกันย้อนหลังตั้งแต่ปี 2514 พบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว 37 ครั้ง โดยมักกระจุกตัวในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและตลาดการเงิน และมีค่ากลางของระยะเวลาฟื้นตัวประมาณ 17.5 เดือน สะท้อนว่าการปรับตัวลดลงรุนแรงอาจไม่ได้ตามมาด้วยการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเสมอไป สายงานวิจัยจึงแนะนำให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง มากกว่าการเร่งเข้าซื้อหุ้นหลังราคาปรับตัวลงแรง

สำหรับตลาดหุ้นไทย เริ่มปรากฏสัญญาณการหมุนเวียนเงินลงทุนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน โดยหุ้นที่เชื่อมโยงกับวัฏจักรเทคโนโลยีและสินค้าโภคภัณฑ์เผชิญแรงขาย อาทิ HANA ลดลง 6.78% KCE ลดลง 5.69% DELTA ลดลง 4.10% ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมีและพลังงาน เช่น PTTGC ลดลง 8.38% และ TOP ลดลง 7.44% สวนทางกับหุ้นที่ได้รับความสนใจในกลุ่มโรงไฟฟ้า ได้แก่ BGRIM เพิ่มขึ้น 10.78% และ GPSC เพิ่มขึ้น 7.07% กลุ่มการเงินนำโดย MTC เพิ่มขึ้น 5.93% และ JMT เพิ่มขึ้น 4.81% รวมถึงกลุ่มโรงพยาบาล เช่น BCH เพิ่มขึ้น 2.75% PR9 เพิ่มขึ้น 2.72% และ CHG เพิ่มขึ้น 2.56% สะท้อนการโยกย้ายเงินลงทุนเข้าสู่ธุรกิจที่มีรายได้ในประเทศและปัจจัยพื้นฐานรองรับ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนเน้นตั้งรับและคัดเลือกหุ้นที่มีความสามารถในการรักษาระดับผลประกอบการ โดยหุ้นเด่นประจำวัน ได้แก่ BCH และ BDMS ซึ่งอยู่ในกลุ่มการแพทย์ที่มีลักษณะ Defensive และคาดว่ากำไรไตรมาส 3/2569 จะเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกัน ยังแนะนำพิจารณากระจายความเสี่ยงไปยังหลักทรัพย์ต่างประเทศผ่าน DR ได้แก่ BRKB80 ซึ่งอ้างอิง Berkshire Hathaway และ SPHLTH80 ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่ม Healthcare สหรัฐฯ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนท่ามกลางความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยี ภายใต้ภาวะตลาดหุ้นโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน การบริหารความเสี่ยงและการกระจายการลงทุนมีความสำคัญมากขึ้น โดยแนะนำให้ติดตามความต่อเนื่องของกระแสเงินทุนที่หมุนเข้าสู่หุ้น Defensive และเลือกลงทุนในธุรกิจที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง พร้อมหลีกเลี่ยงการเร่งเข้าลงทุนในหุ้นที่ยังเผชิญแรงขายรุนแรงจนกว่าจะเห็นสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน

TAGS: #บล.เอเซียพลัส #หุ้น #หุ้นไทย #การลงทุน #เทคโนโลยี #โรงพยาบาล #BCH #BDMS