“เอเซีย พลัส” เตือนหุ้นไทยยังเสี่ยงผันผวน หลังต่างชาติชอร์ต TFEX 7 วันติด แนะจับตา SET 1,500 จุด ชู 3 ธีมลงทุนรับน้ำมัน–Bond Yield ขาลง
บล.เอเซีย พลัส ประเมินตลาดหุ้นไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ หลังดัชนี SET ปรับตัวลดลงประมาณ 8.4% จากระดับกลางเดือนกรกฎาคม ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเปิดสถานะขายสุทธิ (Net Short) ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ต่อเนื่อง 7 วันทำการ รวม 78,975 สัญญา สะท้อนความระมัดระวังต่อทิศทางตลาด และอาจเพิ่มแรงกดดันหากดัชนีหลุดระดับ 1,500 จุด อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) อาจสร้างโอกาสลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากต้นทุนลดลงและมีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว โดยแนะนำกลยุทธ์ Selective Buy ผ่าน 3 ธีมหลัก ได้แก่ Anti-Commodity, Anti-Yield และ Defensive พร้อมเลือก AMATA, BGRIM และ SAWAD เป็นหุ้น Prime Pick ประจำวัน
สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในแนวโน้มขาลง โดยดัชนี SET ปรับลดลงจากบริเวณ 1,640 จุดในเดือนกรกฎาคม มาปิดที่ 1,502.09 จุด เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน หรือลดลงประมาณ 8.4% ขณะที่ข้อมูลการซื้อขาย TFEX ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม–4 พฤศจิกายน พบว่านักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิต่อเนื่องรวม 78,975 สัญญา สวนทางกับนักลงทุนรายย่อยที่มีสถานะซื้อสุทธิ 63,652 สัญญา ประกอบกับจำนวนสัญญาคงค้าง (Open Interest) ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 668,600 สัญญา สะท้อนการเปิดสถานะขายใหม่และความเสี่ยงที่ตลาดอาจเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง
ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งมาจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทย ซึ่งมีน้ำหนักหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีประมาณ 24.8% และกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อีก 26.9% รวมกันประมาณ 52% ของตลาด ส่งผลให้ดัชนี SET อ่อนไหวต่อการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันโลกและความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนด้าน AI โดยเฉพาะประเด็นความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ของบริษัทเทคโนโลยีที่ยังเผชิญแรงกดดันจากรายจ่ายลงทุนจำนวนมาก
ด้านตลาดต่างประเทศ รายงานระบุว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มส่งผลต่อมุมมองการลงทุน หลังตลาดคาดหวังว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจผ่อนคลายลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับลดลงประมาณ 8.6% มาอยู่ต่ำกว่า 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ มีทิศทางอ่อนตัวลง โดยปัจจัยดังกล่าวอาจสนับสนุนการหมุนเวียนเงินลงทุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานและเทคโนโลยี ไปยังธุรกิจที่มีต้นทุนลดลงและหุ้นที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำค้นหา Secret Stocks หรือหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเศรษฐกิจและการเมืองโลก ผ่าน 3 ธีม ได้แก่ Anti-Commodity เน้นธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบลดลง เช่น BGRIM, GULF, GPSC, BTG, THAI และ GLOBAL
ขณะที่ Anti-Yield เน้นหุ้นที่อาจได้รับประโยชน์จาก Bond Yield ที่ปรับลดลง ช่วยผ่อนคลายต้นทุนทางการเงิน ได้แก่ SAWAD, MTC และ LH ส่วน Defensive เน้นธุรกิจที่มีรายได้และแนวโน้มกำไรค่อนข้างสม่ำเสมอ เช่น BDMS, BH, BCH, BJC และ CPALL ซึ่งมีโอกาสได้รับความสนใจจากการหมุนเวียนเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าตลาดโดยรวม
ทั้งนี้ หุ้น Prime Pick ประจำวัน ได้แก่ AMATA, BGRIM และ SAWAD โดย BGRIM มีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ปรับลดลง ขณะที่ SAWAD อาจได้รับปัจจัยสนับสนุนจากทิศทาง Bond Yield ที่อ่อนตัว ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนเงินทุน ส่วน AMATA เป็นอีกหนึ่งหุ้นที่สายงานวิจัยคัดเลือกเป็นหุ้นเด่นประจำวัน
โดยแนะนำให้นักลงทุนพิจารณาจังหวะสะสมหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานและโอกาสเติบโตเฉพาะตัว ท่ามกลางความผันผวนของตลาด แม้ตลาดหุ้นไทยยังมีความเสี่ยงจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ แต่การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และทิศทางเงินลงทุนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม อาจสร้างโอกาสการลงทุนในหุ้นบางกลุ่ม โดยนักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและคัดเลือกหุ้นอย่างระมัดระวัง พร้อมติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองโลกอย่างใกล้ชิด