บล.เอเซีย พลัส ชี้ วิกฤตพลังงานรอบใหม่ดัน Brent ทะลุ 107 ดอลลาร์ บีบเฟดขึ้นดอกเบี้ย ย้ำกลยุทธ์ Selective Buy รับมือมรสุมตลาดโลกผันผวน
บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดทุนโลกและตลาดหุ้นไทย ภายใต้สภาวะบรรยากาศการลงทุนที่กลับเข้าสู่ภาวะระมัดระวังตัวอย่างเข้มงวด โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากวิกฤตความเสี่ยงด้านพลังงานที่กลับมาเป็นแรงกดดันหลัก หลังซาอุดีอาระเบียประกาศระงับการใช้งานท่อส่งน้ำมันดิบหลักเป็นการชั่วคราวจากเหตุโจมตี ผสานกับแรงกดดันเงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐฯ ที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้เครื่องมือ FedWatch Tool ให้น้ำหนักมากกว่า 80% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมสัปดาห์นี้
ขณะเดียวกัน ตลาดเริ่มรับรู้ปัจจัยท้าทายใหม่จากกระแสการกำกับดูแลและชะลอการพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI Safety & Regulation) ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่ม AI Supply Chain บล.เอเซีย พลัส จึงแนะนำกลยุทธ์ "Selective Buy" เน้นสะสมหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ราคายัง Laggard และกลุ่มธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและขนส่งทางเรือ
เกาะติดทิศทางเศรษฐกิจโลกและนวัตกรรมเทคโนโลยีสากล ตลาดการเงินโลกเผชิญมรสุมความผันผวนรอบใหม่ โดยราคาน้ำมันดิบ Brent เช้านี้พุ่งขึ้น +2.9% ยืนเหนือระดับ 107 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายหลังจากซาอุดีอาระเบียสั่งหยุดดำเนินงานท่อส่งน้ำมันดิบ East-West Pipeline ชั่วคราว ซึ่งมีกำลังการขนส่งสูงถึง 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากเกิดเหตุโจมตีเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่อส่งน้ำมันดังกล่าวนับเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันเลี่ยงการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งการเจรจาแก้ไขสถานการณ์ถูกเลื่อนออกไป หากการหยุดส่งน้ำมันยืดเยื้อหลายสัปดาห์จะส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลกอย่างมีนัยสำคัญ และกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาต่ออัตราเงินเฟ้อรอบใหม่
ด้านมิติเศรษฐกิจมหภาค สหรัฐฯ รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนสิงหาคม 2569 ขยายตัว +3.4% YoY ตามคาด แต่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ยังคงขยายตัวสูงกว่าคาด สะท้อนถึงแรงกดดันราคาสินค้าที่ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะต้นทุนการลงทุนใน Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ส่งผลให้ราคาสินค้ากลุ่มซอฟต์แวร์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พุ่งขึ้นถึง +25.4% YoY ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ ปัจจัยดังกล่าวดันให้ FedWatch Tool ให้น้ำหนักสูงถึง 86.2% ที่ FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 กันยายนนี้ นอกจากนี้ ตลาดเทคโนโลยีโลกเริ่มได้รับแรงกดดันจากกระแสการจัดระเบียบและควบคุมโมเดล AI ระดับสูง (Frontier AI) หลัง Dario Amodei ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Anthropic พร้อมด้วยผู้นำเทคโนโลยีอย่าง Sam Altman (OpenAI), Elon Musk และ Demis Hassabis (Google DeepMind) แสดงจุดยืนสนับสนุนให้ภาครัฐออกกฎระเบียบด้านความปลอดภัย
ขณะที่วุฒิสภาสหรัฐฯ กำลังพิจารณา 4 แนวทางกำกับดูแลเข้มงวด ได้แก่ การทดสอบความปลอดภัยก่อนปล่อยสู่สาธารณะ, การขอใบอนุญาตก่อนฝึกโมเดล, การกำหนดเพดานพลังประมวลผล และการจำกัดขนาดระยะเวลาในการฝึกโมเดล ซึ่งการคุมเข้มดังกล่าวส่งผลเชิงลบระยะสั้นต่อกลุ่มชิป AI และความต้องการหน่วยความจำ HBM แต่จะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่ม Big Tech ที่มีฐานทุนแข็งแกร่ง (MSFT, GOOGL, META, AAPL) และกลุ่มความปลอดภัยไซเบอร์ (Palo Alto, Crowdstrike, Snowflake)
อย่างไรก็ตาม ภาคความบันเทิงสากลยังคงมีข่าวบวกประวัติศาสตร์ จากความสำเร็จของภาพยนตร์ "Spider-Man: Brand New Day" ที่ทำรายได้ในสหรัฐฯ สูงถึง 935 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำลังจะทำลายสถิติภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลของสหรัฐฯ อย่าง "Star Wars: The Force Awakens" ($936.6 ล้าน) ภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะส่งผลดีโดยตรงต่อ Sony Group ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์และผู้รับส่วนแบ่งกำไร 75%
เจาะลึกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจและทิศทางตลาดทุนไทย สำหรับสภาวะเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคเอเชีย กำลังเผชิญความเสี่ยงทางการคลังและแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานตะวันออกกลางดันต้นทุนขนส่งและราคาอาหารให้ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งในเอเชียไม่สามารถลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ขณะที่รัฐบาลต้องแบกรับภาระการอุดหนุนราคาพลังงาน โดยเฉพาะประเทศไทยที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีความเสี่ยงที่จะรายงานตัวเลขขาดดุลสะสมเพิ่มขึ้นจาก 83,000 ล้านบาท พุ่งสู่ระดับ 100,000 ล้านบาท (ราว 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นภาระผูกพันทางการคลังที่กดดันเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะยาว
ด้านปัจจัยการเมืองภายในประเทศ วันนี้ตลาดจับตาการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อพิจารณาชี้ขาดว่าจะส่งสำนวนคดีของผู้ถูกร้องจำนวน 229 รายไปยังศาลฎีกาหรือไม่ ซึ่งมี 4 แนวทางที่เป็นไปได้ ทั้งการส่งเรื่องทั้งหมด, การยกคำร้อง, การเลือกส่งเฉพาะบางราย หรือการเลื่อนการวินิจฉัยเพื่อขอพยานหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งถือเป็นปัจจัยความผันผวนเชิงเสถียรภาพที่นักลงทุนในตลาดทุนเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด
เปิดโผกลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์และกลยุทธ์การลงทุน ภายใต้บรรยากาศการลงทุนที่ไม่เอื้ออำนวยต่อสินทรัพย์เสี่ยง ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำให้ปรับกลยุทธ์การลงทุนเน้นการตั้งรับอย่างระมัดระวัง (Selective Buy) โดยแบ่งกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจออกเป็น 2 ส่วนหลัก
1.กลุ่มหุ้นต่างประเทศอิงโครงสร้างพื้นฐาน AI: เน้นสะสมบริษัทที่ได้รับผลบวกจากความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าใน Data Center และความต้องการ AI Server ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญข้อจำกัดด้านกฎระเบียบชิปก็ตาม
2.กลุ่มหุ้นไทยที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและ Laggard: เน้นกลุ่มอาหารและปศุสัตว์ที่ได้ประโยชน์จากราคาเนื้อสัตว์ฟื้นตัวโดยมีต้นทุนวัตถุดิบปรับขึ้นน้อยกว่า, กลุ่มพลังงานต้นน้ำที่ได้ประโยชน์จากทิศทางราคาน้ำมันดิบโลก และกลุ่มเดินเรือที่ได้รับอานิสงส์จากค่าระวางเรือที่พุ่งสูงขึ้น
แนะนำหุ้นเด่นและทิศทางเทคนิคประจำวัน ที่มีความแข็งแกร่งและมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวรองรับความผันผวนของตลาด
• BE03: ได้รับแรงหนุนโดยตรงจากความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการขยายตัวของ Data Center ในสหรัฐฯ (แนวรับ 1.80 บาท / แนวต้าน 1.90 บาท / จุดตัดขาดทุน 1.70 บาท)
• LENOVO19: แม้การจัดหาชิปจะเผชิญกฎระเบียบเข้มงวดขึ้น แต่การแข่งขันพัฒนาโมเดล AI ยังคงดันให้อุปสงค์ AI Server ขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (แนวรับ 6.70 บาท / แนวต้าน 7.25 บาท / จุดตัดขาดทุน 6.55 บาท)
• GFPT: ได้รับประโยชน์จากราคาเนื้อไก่ที่ฟื้นตัวขึ้น ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์ (กากถั่วเหลืองและข้าวโพด) ปรับขึ้นในอัตราที่น้อยกว่า ประกอบกับราคาหุ้นปัจจุบันยัง Laggard ตลาดอยู่มาก (แนวรับ 10.50 บาท / แนวต้าน 11.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 9.90 บาท)
• PTT: รับประโยชน์โดยตรงจากทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกที่ฟื้นตัว พ่วง Sentiment เชิงบวกจากการดึง ADNOC เข้ามาร่วมทุนในกลุ่มโรงกลั่น พร้อมคาดหวังผลการดำเนินงานและอัตราจ่ายเงินปันผลช่วงครึ่งปีหลังที่แข็งแกร่ง (แนวรับ 41.50 บาท / แนวต้าน 45.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 40.00 บาท)
• PSL: ค่าระวางเรือดัชนี BDI พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี ผสานกับปัจจัยหนุนจากปรากฏการณ์เอลนีโญในอนาคตที่เข้ามาช่วยจำกัดอุปทานเรือในระบบ หนุนผลประกอบการกลุ่มเดินเรืออย่างโดดเด่น (แนวรับ 10.30 บาท / แนวต้าน 10.90 บาท / จุดตัดขาดทุน 9.80 บาท)