FETCO ปักธง SET Index สิ้นปี 2569 มีโอกาสแตะ 1,700 จุด! รับแรงหนุน FDI - Fun Flow - กำไรบจ.หนุน พร้อมดัน TISA เป็นกลไกออมเงินระยะยาวสร้างเสถียรภาพตลาดทุนไทย
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า มองทิศทางตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยประเมินดัชนี SET Index มีโอกาสแตะระดับ 1,700 จุด ภายในปี 2569 นี้ ตอบรับปัจจัยหนุนจากความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่มีความชัดเจนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปี ประกอบกับภาพรวมของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะเติบโตได้ราว 8-10% ต่อปี
โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ มองว่ากลุ่มพลังงานและธนาคารยังคงมีความแข็งแกร่ง ขณะที่กลุ่มสื่อสารจะกลายเป็น "Backbone" หรือโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการเติบโตของ Data Center และเทคโนโลยี AI แม้ว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดโลกจะมีความผันผวน แต่บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ของไทยซึ่งเน้นการผลิตชิ้นส่วนปลายน้ำยังคงมีความได้เปรียบและมีโอกาสเติบโตตามห่วงโซ่อุปทานโลก
อีกทั้งภาคการท่องเที่ยวเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่โดดเด่น โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศอาหรับที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งเข้ามาช่วยชดเชยการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจีนได้เป็นอย่างดี
สำหรับกลไกการขับเคลื่อนตลาดทุนระยะยาว อย่างกองทุน TISA ปัจจุบันกระทรวงการคลังได้เปลี่ยนจากการมุ่งเน้นกระตุ้นตลาดหุ้นในระยะสั้น มาเป็นการสร้างเครื่องมือสำหรับการออมระยะยาวที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งกองทุน TISA จะถูกยกระดับให้เป็นโครงการถาวรเพื่อสร้างวินัยการออมให้กับประชาชนและคนรุ่นใหม่ โดยเปรียบเทียบกับค่าลดหย่อนภาษีอื่นๆ ที่มีความยั่งยืน ไม่จำเป็นต้องต่ออายุโครงการทุกๆ 5 ปี
“รายละเอียดเรื่องวงเงินลดหย่อนภาษีแม้จะมีการปรับเปลี่ยนจากข้อเสนอเดิมบ้าง แต่สิ่งสำคัญคือการทำให้โครงการนี้เกิดขึ้นจริงเพื่อให้มีเม็ดเงินใหม่ไหลเข้าสู่ตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยประคองตลาดไม่ให้ทรุดตัวลงแรงเหมือนในอดีต และเป็นการเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจไทยในภาพรวม” นายไพบูลย์ กล่าว
สำหรับแนวโน้มกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) คาดว่ามีโอกาสเห็นเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิแตะระดับหนึ่งแสนล้านบาทอย่างแน่นอน หากดัชนีค่อยๆ ปรับตัวขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยความเสี่ยงจากภายนอกอย่างความผันผวนของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ หากโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมามีบทบาทอีกครั้ง
พร้อมเชื่อมั่นว่านโยบายที่สนับสนุนตลาดหุ้นจะยังคงเป็นแกนหลัก ขณะที่การยกระดับบริษัทจดทะเบียนไทยนั้น FETCO ได้เร่งส่งเสริมบริษัทขนาดกลางและเล็กผ่านโครงการ JUMP+ เพื่อแก้ไขปัญหาหุ้นราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) โดยสนับสนุนให้บริษัทเหล่านี้สื่อสารข้อมูลแผนงานอย่างโปร่งใสและชัดเจนต่อสาธารณะ
นอกจากนี้กรณีความกังวลเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์จากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลของ TSD มองว่าส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนน้อยมาก เนื่องจากระบบสามารถปิดช่องโหว่ได้อย่างรวดเร็ว แต่ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกองค์กรในตลาดทุนไทยจะต้องยกระดับความปลอดภัยทางข้อมูลให้เข้มงวดมากขึ้นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีความพยายามโจมตีอยู่ตลอดเวลาในปัจจุบัน