บล.เอเซีย พลัส ชี้ความตึงเครียดฮอร์มุซผ่อนคลาย หนุนหุ้นสหรัฐฯ พุ่ง สวนทางฟันด์โฟลว์เอเชียไหลออก ซบตลาดเทคฯ คาดยังมีปัจจัยหนุนในประเทศจากการผลักดันกองทุน TISA และกระแสหนังทำเงิน MAJOR-BDMS-CPALL นำทีม
บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดหุ้นโลกว่า แม้ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซจะมีสัญญาณผ่อนคลายลงในระยะสั้น และเศรษฐกิจสหรัฐฯ แสดงความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง แต่ผลประกอบการกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ (Magnificent 7) ที่เติบโตโดดเด่นอย่างมาก ได้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (Fund Flow) ให้ไหลออกจากภูมิภาคเอเชียกลับไปสู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงไทยเผชิญแรงขายสุทธิ ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังคงต้องติดตามโอกาสจากการผลักดันกองทุนลดหย่อนภาษีรุ่นใหม่ "TISA" ในช่วงเดือนกันยายนนี้
ตลาดโลกคลายกังวลฮอร์มุซระยะสั้น — ดัชนี PMI สหรัฐฯ แข็งแกร่งสุดในรอบ 4 ปี
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มผ่อนคลายลงชั่วคราว หลังจากทางการอิหร่านเปิดเผยว่าการเจรจากับโอมานเพื่อจัดทำเส้นทางเดินเรือชั่วคราวผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีความคืบหน้า ซึ่งช่วยเพิ่มความหวังต่อการขนส่งน้ำมันและการค้าโลก ขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ระบุว่าการเจรจาเพื่อหาข้อสรุปอาจเสร็จสิ้นภายใน 1-2 วันนี้ แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการ ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตอบรับในเชิงบวกดีดตัวขึ้นราว 1.3% - 2.1% เมื่อวานนี้ อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังคงต้องจับตาความเสี่ยงเรื่องการปะทะทางทหารอย่างใกล้ชิด
ในด้านเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตประจำเดือนกรกฎาคมพุ่งแตะระดับ 55.6 ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 53.9 และถือเป็นการขยายตัวที่เร็วที่สุดในรอบกว่า 4 ปี สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างชัดเจนในภาคคำสั่งซื้อ การผลิต การจ้างงาน และการส่งออก อย่างไรก็ดี ความแข็งแกร่งของภาคการผลิตนี้มาพร้อมกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงตัวอยู่ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้
นอกจากนี้ ตลาดกำลังจับตามองความร่วมมือด้านอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด หลังจากสหรัฐฯ ส่งสัญญาณความต้องการที่จะลดความผันผวนของค่าเงินเยน ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่าอาจเห็นการเข้าแทรกแซงค่าเงินร่วมกัน (Joint Intervention) [6] รวมทั้งความเป็นไปได้ที่ทั้ง FED และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน หากแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ความกังวลในเรื่องการทำ "Yen Carry Trade" แม้ว่าในปัจจุบันจะยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าช่วงปี 2024 แต่ยังคงถือเป็นปัจจัยเสี่ยงค้างคาที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดหากเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว
กำไรกลุ่มเทคฯ สหรัฐฯ ทะยาน ดึงฟันด์โฟลว์ไหลออกจากเอเชีย - ไทยโดนขายสุทธิ 48 ล้านเหรียญฯ ในแง่ของกระแสเงินทุน (Fund Flow) ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี NASDAQ ที่ประกาศออกมาแล้ว 682 บริษัท เผยให้เห็นกำไรที่แข็งแกร่งเกินคาดอย่างมาก โดยเฉลี่ยดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ถึง 57% นำโดยหุ้นในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) โตเด่น +165%, กลุ่มสื่อสาร (Communications) +118% และกลุ่มเทคโนโลยี (Technology) +25.64% โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เป็นแกนหลักของกลุ่ม "Magnificent 7" อาทิ
• AMAZON (AMZN US): ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 2 สูงกว่าคาดการณ์ถึง +214%
• ALPHABET (GOOGL US): ประกาศกำไรสูงกว่าคาดการณ์ถึง +213%
ผลประกอบการที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งนี้ ส่งผลให้มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของ NASDAQ ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกดดันให้มูลค่าความถูกแพงหรืออัตราส่วน P/E ปัจจุบันของ NASDAQ ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 24 เท่า ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีความดึงดูดใจเพิ่มขึ้นในสายตาของผู้จัดการกองทุน ปัจจัยดังกล่าวได้กระตุ้นให้เกิดแรงเทขายสุทธิจากตลาดหุ้นเอเชียเพื่อโยกเงินกลับไปยังสหรัฐฯ
โดยเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ต่างชาติขายสุทธิอย่างหนักในภูมิภาคเอเชียเหนือ ได้แก่ ไต้หวัน ขายสุทธิ 592 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเกาหลีใต้ ขายสุทธิสูงถึง 2,119 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับกลุ่มประเทศ TIP ต่างชาติขายสุทธิในอินโดนีเซีย 39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายสุทธิเช่นกันที่ 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ฟิลิปปินส์มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิเพียง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่องปัจจัยในประเทศ: คลังเร่งดันกองทุน "TISA" คาดชงเกณฑ์เสร็จ ก.ย. นี้ สำหรับปัจจัยสำคัญในประเทศที่ต้องติดตาม คือการเร่งผลักดันนโยบายการออมและการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ โดยกระทรวงการคลังเตรียมนำเสนอเกณฑ์โครงการจัดตั้งกองทุน "TISA" (Thailand Individual Saving Account) ภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ เพื่อวัตถุประสงค์ในการอุดช่องว่างการออมของประชากรกลุ่มคนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อย โดยเกณฑ์เบื้องต้นคาดว่าจะกำหนดวงเงินลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 600,000 บาทต่อปี ครอบคลุมการลงทุนทั้งในหุ้น ตราสารหนี้ และกองทุนรวม โดยจะไม่มีตัวคูณในการเพิ่มหรือลดมูลค่าสิทธิ์ลดหย่อนเพิ่มเติมเหมือนมาตรการลดหย่อนภาษีรูปแบบเดิม
บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า เกณฑ์การลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณของ TISA จะเป็นปัจจัยช่วยหนุนให้มีเม็ดเงินลงทุนระยะยาวจากรายย่อยและกองทุนสลับหมุนเวียนเข้ามาลงทุนใน "หุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มีการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ และมีการดำเนินธุรกิจตามหลักเกณฑ์ ESG" โดยหุ้นเด่นที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวและมีความน่าสนใจสะสม ได้แก่
• กลุ่มธนาคารพาณิชย์: BBL, KTB, KBANK, SCB
• กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค: PTT, GULF, BGRIM
• กลุ่มสื่อสาร: ADVANC
• กลุ่มอาหาร ค้าปลีก และสินค้าอุปโภคบริโภค: CPALL, CRC, BJC, CPF
• กลุ่มโรงพยาบาลและบริการทางการแพทย์: BDMS, PR9
ส่องกลยุทธ์ "Selective Buy" หุ้นเด่นประจำวัน ชู 3 ธีมนำทีมบวกสวนตลาด จากสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงและการแกว่งตัวในระยะสั้น ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบเจาะจงรายตัว (Selective Buy) ในกลุ่มหุ้นที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวเป็นหลัก โดยมีหุ้นเด่นนำทีม (Top Picks) ได้แก่
1.MAJOR (เก็งกำไรรับกระแส Box Office Cycle): ได้อานิสงส์อย่างมีนัยสำคัญจากการฟื้นตัวของยอดขายตั๋วภาพยนตร์และจำนวนผู้ชมภาพยนตร์ในโรงหนังที่กลับมาคึกคักอย่างโดดเด่น จากกระแสภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับโลกเรื่อง "The Odyssey" ที่เพิ่งเข้าฉาย ซึ่งช่วยผลักดันให้ภาพรวมของบรรยากาศการลงทุนในกลุ่มโรงภาพยนตร์ปรับตัวดีขึ้น ทั้งในต่างประเทศ (อาทิ AMC +37.7%, MCS +36.2%, IMAX +30.9% และ CNK +26.9%) และในประเทศไทยที่ MAJOR ปรับตัวขึ้นโดดเด่น +9.8% นับตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวเริ่มเข้าฉายนอกจากนี้ MAJOR ยังได้ปัจจัยบวกเฉพาะตัวในด้านความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดและสิทธิ์ในการซื้อหุ้นคืนเพื่อปรับโครงสร้างทุน
2.BDMS (หุ้นปลอดภัยแนวโน้มกำไรครึ่งหลังโตเด่น): มีความน่าสนใจในมิติของผลการดำเนินงานที่มีทิศทางเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีหลัง (2H2569) เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก อีกทั้งราคาหุ้นในปัจจุบันยังมีส่วนต่างการปรับตัวสูงขึ้น (Upside) และมีความปลอดภัยจากปัจจัยลบภายนอกประเทศ
3.CPALL (หุ้นค้าปลีกรับอานิสงส์นโยบายรัฐ): คาดว่าแนวโน้มผลกำไรจะทยอยยกระดับปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง โดยได้รับประโยชน์เชิงบวกโดยตรงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการอัดฉีดเม็ดเงินของรัฐบาลผ่านมาตรการ พ.ร.ก. กู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท
แนะนำโอกาสการลงทุนต่างประเทศ
บล.เอเซีย พลัส ยังคงแนะนำสัดส่วนการลงทุนและเก็งกำไรในหุ้นและผลิตภัณฑ์ต่างประเทศเพื่อเพิ่มผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุน ได้แก่
• เก็งกำไรผ่าน DR: BABA80 (ALIBABA): รับ Sentiment เชิงบวกจากการเปิดตัวนวัตกรรมโมเดลปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ล่าสุด "Qwen 3.8 Max" ซึ่งได้รับการทดสอบแล้วว่ามีประสิทธิภาพความสามารถในด้านการให้เหตุผล, การเขียนโค้ดภาษาคอมพิวเตอร์ และขีดความสามารถของ AI Agent ที่สูงกว่าโมเดลคู่แข่งสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ChatGPT และ Gemini รวมถึงมีประสิทธิภาพเทียบเคียงกับโมเดลอันดับหนึ่งของโลกอย่าง Claude ในขณะที่มีต้นทุนการประมวลผลระบบที่ต่ำลง ประกอบกับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ฟื้นตัวขึ้นจากผลขาดทุนในกลุ่มธุรกิจส่งอาหารที่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
• เก็งกำไรผ่าน DR: SONY80 (SONY): ได้รับอิทธิพลบวกจากความแข็งแกร่งของกระแสรายได้และความสำเร็จในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และการเป็นผู้นำด้านความบันเทิงระดับโลก
• เก็งกำไรผ่าน DR: PLTR06 (PALANTIR): หลังจากที่บริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีรายได้รวมพุ่งแตะ 1.93 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (+93% YoY) และกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 0.41 ดอลลาร์สหรัฐ (+156% YoY) ได้รับแรงหนุนอย่างแข็งแกร่งจากสัญญาจ้างและรายได้ความร่วมมือกับภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้จากกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เติบโตถึง +90% YoY รวมถึงรายได้จากภาคเอกชนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์ผลการดำเนินงานทั้งปี 2569 ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และแนะนำหุ้นกลุ่มผู้นำด้านอาวุธและเทคโนโลยีความมั่นคงอย่าง DR: LMT03 (Lockheed Martin) จาก Backlog ที่แข็งแกร่ง